Tuesday, September 15, 2015

พลตำรวจเอกสมยศผบ.ตร. ยอมรับ บึ้มกรุง เอี่ยวไทย ส่งอุยกูร์109คน กลับจีน (มีคลิป)

- 0 comments
พลตำรวจเอกสมยศ ยอมรับว่า สาเหตุของการระเบิดสี่แยกราชประสงค์ และท่าเรือสาทรเหตุเกิดจาการที่ทางการไทยไปขัดขวางทำลายให้ธุรกิจผิดกฎหมายการของขบวนการค้ามนุษย์ต่างชาติ จึงทำให้เกิดความโกรธเคือง รวมถึงประเด็นที่ทางการไทยส่งตัว ชาวอุยกูร์ 109 คนกลับประเทศจีนแต่ทั้งหมดไทยจำเป็นต้องทำตามกฎหมาย และประเด็นนี้มีความเชื่อมโยงเกี่ยวกับ การบุกทำลายสถานทูตไทยประจำตุรกี ส่วนจะเป็นกลุ่มผู้ก่อเหตุเดียวกันหรือไม่ ยังไม่สามารถยืนยันได้

ส่วนพยานซึ่งเป็นหญิงวัย 40 ปี ที่ เจ้าหน้าที่เชิญตัวไปสอบสวน หลังค้นห้องพักย่านหอการค้า โดยให้การเป็นประโยชน์ว่า เป็นคนเรียกรถแท็กซี่ ให้ชายเสื้อฟ้า มือวางระเบิดท่าเรือสาทรหลบหนี ผบ.ตร. กล่าวว่า ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อคำให้การดังกล่าว รวมทั้งกรณีทนายความของนายอาเดม คาราดัก ออกมาปฏิเสธว่า นายอาเดม ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิด ซึ่งตำรวจไม่เชื่อ เพราะเป็นสิทธิ์ที่ผู้ต้องหาจะให้การ มั่นใจหลักฐานเอาผิดผู้ต้องหาได้ ไม่เช่นนั้นศาลไม่อนุมัติหมายจับ
ภาพข่าวจากมติชนออนไลน์  15 กันยายน พ.ศ. 2558
[Continue reading...]

เอกนัฏ อ้างมวลมหาประชาชน สนับสนุนรัฐบาล "บิ๊กตู่" ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง

- 0 comments
หลังจากภาพการสัมมนาถูกนำไปตัดต่อคำพูดบิดเบือนว่าผมไปสุมหัวคิดล้มรัฐบาล คงเป็นบทเรียนครั้งสำคัญให้ต้องระมัดระวังท่าทีมากขึ้น แต่เมื่อเราทำด้วยความบริสุทธิ์ใจและกระทำอย่างเปิดเผย ต้องการไปปกป้องจุดยืนไม่ให้ถูกตีกินบิดเบือนต่อสาธารณะ ก็เชื่อว่ามวลมหาประชาชนจะเข้าใจเมื่อได้รับการชี้แจง ในรายการขอชัดชัดผมได้ชี้แจงอธิบายพร้อมนำคลิปบรรยากาศและการบรรยายสัมมนามาเปิดให้ได้ยินได้เห็นกันชัดๆครับ ว่าจะอยู่ที่ไหนกับใคร จุดยืนผมไม่เปลี่ยนแปลง
"ถ้าผมไม่ไปก็เท่ากับทรยศต่อภารกิจที่มวลชนมอบหมาย...ผมมีเหตุผลอะไรที่ต้องไปสุมหัวล้มรัฐบาล เพียงแต่ไม่อยากให้การต่อสู้ของเราต้องสูญเปล่า...การเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า จากวันนั้นจนวันนี้ อุดมการณ์ไม่เปลี่ยน สนับสนุนรัฐบาลปฏิรูปก่อนเลือกตั้งเหมือนเดิม"
[Continue reading...]

Wednesday, November 12, 2014

ปปช.จ้องฟันจำนำข้าว..แต่กลับลากคดี ปรส.จนหมดอายุความ

- 0 comments

เห็นได้ชัดว่า เห็นได้ชัดว่า “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” เร่งรัดตรวจสอบ “กรณีโครงการรับจำนำข้าว” อย่างผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับ (ป.ป.ช. )เมื่อเปรียบเทียบกับ “คดีทุจริตโครงการระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล” ของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ของ "รัฐบาลอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ"

เพราะเมื่อเปรียบเทียบระยะเวลาดำเนินการ โดย “คดีทุจริตโครงการระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล” ยุค “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ “ป.ป.ช.” มีมติตั้ง “อนุกรรมการฯ” ขึ้นมาตรวจสอบ ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 อีกทั้ง “กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)” ได้ทำหนังสือ รายงานผลการสอบสวนของดีเอสไอ พร้อมข้อมูลหลักฐาน ไปให้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2555 … มาจนถึงวันนี้ ยุค "รัฐบาลอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ" ที่ "ป.ป.ช. " มีมติตั้ง "อนุกรรมการฯ " ขึ้นมาตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 อีกทั้ง "กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)" ได้ทำ หนังสือรายงานผลการสอบสวนของดีเอสไอพร้อมข้อมูลหลักฐานไปให้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2555 ... มาจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีใครได้เห็นความคืบหน้าของ  "ป.ป.ช. "

แต่กับ “กรณีโครงการรับจำนำข้าว” ที่เพิ่งมีการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ได้ไม่นานและเพิ่งมีการดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นทางการ โดยมี “วิชา มหาคุณ” กรรมการ ป.ป.ช.  เป็น “อนุกรรมการฯ สอบสวน” กลับเร่งสอบ “แถลงข่าวความคืบหน้า” ไม่เว้นแต่ละวัน
อย่างนี้ “เลือกปฏิบัติ” และ “สองมาตรฐาน” อย่างเห็นได้ชัดหรือไม่ ?

แต่ไม่ใช่จะมีเพียงเท่านี้ ที่แสดงให้เห็น “มาตรฐานการทำงาน” ของ “องค์กร ป.ป.ช.” แห่งประเทศไทย  เพราะยังมี “คดีประวัติศาสตร์ ปรส.” ที่นับเป็น “ความชั่วร้ายแรง” ของ “พรรคประชาธิปัตย์ (ป.ช.ป.)” อีกคดีหนึ่งที่น่าสนใจ!

โดย “คดีอัปยศ ปรส.” นั้นเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ “วิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่แตก” เมื่อปี 2540  "ชวนหลีกภัย" หัวหน้าพรรคปชป ก็ได้ฉวยโอกาสที่ “รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” กำลัง เซ-ถลำ สวมรอยเข้ามาครองอำนาจรัฐ เป็น “รัฐบาล” 

เมื่อ “ชวน หลีกภัย” และ “พลพรรค ปชป.” ได้อาสาเข้ามาแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ก็เร่งขายทรัพย์สินของ “องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน”  "ปรส." เกี่ยวกับ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการไปก่อนหน้า ให้กับต่างชาติในราคาถูกแสนถูก

จาก มูลค่าประมาณ 851,000 ล้านบาท จากมูลค่าประมาณ 851,000 ล้านบาท
ด้วยความฉลาดหลักแหลม ของ “ชวน หลีกภัย” และ “ทีมเศรษฐกิจพรรค ปชป.” 

จึงพยายามนำไป “เร่ขาย” ให้กับ “ต่างชาติ” ด้วยมูลค่าเพียง 190,000 ล้านบาท
“ขายแบบขาดทุน” สุทธิ 661,000 ล้านบาท (หกแสนหกหมื่นหนึ่งพันล้านบาท) โดยก่อนหน้านี้
“กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)” ได้สรุปสำนวนความผิด “คดี ปรส.” เอาไว้ว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  และยังพบว่ามีหลายกรณีไม่เป็นไปตามกฎหมายระเบียบหลักเกณฑ์รวม 10 ประเด็น เรียบร้อยแล้ว คือ

1. ปรส. ยินยอมให้นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. โดยมิชอบ

2. คณะกรรมการ ปรส.บางคนมีส่วนเกี่ยวข้อง ปกปิดข้อเท็จจริง กระทำการโดยไม่โปร่งใส

3. ข้อกำหนดของ ปรส. ที่ให้ผู้ชนะการประมูลโอนสิทธิได้ขัดต่อกฎหมาย

4. การโอนสิทธิ ของผู้ชนะการประมูลไม่ชอบ ขัดต่อ พ.ร.ก.ปรส.

5. ข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของคณะกรรมการ ปรส. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

6. คณะกรรมการ ปรส. และกลุ่มนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. ฝ่าฝืนข้อสนเทศการขายทรัพย์สิน

7. กองทุนรวมที่รับโอนสิทธิจากผู้ชนะการประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล

8. มีการทำสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

9. สิทธิของนิติบุคคลที่ชนะการประมูลไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของปรส. และ

10. ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ปรส.บางคนขาดคุณสมบัติ เนื่องจากดำรงตำแหน่งทับซ้อนกับสถาบันการเงินอีกแห่ง

การขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินทั้ง 56 แห่ง ในกลุ่มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย มีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นความผิดทางอาญา


แต่ปรากฏว่าในส่วนของ “ป.ป.ช.” ได้จัดให้มีการแถลงข่าวเอิกเริก เมื่อ 3 มิถุนายน 2556 โดย "คณะอนุกรรมการไต่สวน คดีการดำเนินการบริหารองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน” หรือ “ปรส.” ที่มี  "นายใจเด็ดพรไชยา" กรรมการป.ป.ช.  เป็นประธานมีมติยก "คำร้อง 3 สำนวน" ประกอบด้วยคดีที่นายธารินทร์นิมมานเหมินทร์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัย รัฐบาลนายชวนหลีกภัย และผู้เกี่ยวข้องในฐานะผู้กำหนดนโยบาย โดยระบุว่าไม่มีส่วนในการขายทรัพย์สินโดยมิชอบ

แต่กลับชี้มูลความผิด 1 สำนวนคือของนายมนตรีเจนวิทยาการเลขาธิการปรส ในฐานะที่ไม่ปฏิบัติตามข้อสนเทศ เรื่องการประกาศขายทรัพย์สิน ของ ปรส.

ขณะเดียวกัน ยังเหลืออีก 1 สำนวนที่กล่าวหา คณะกรรมการ ปรส.ในการขายทรัพย์สิน ให้กองทุนรวมเอเชียคอบเวอรี่ คดีนี้จะ “ขาดอายุความ” ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2557

ชัดเจน …. ชัดเจน ... “คดี ปรส.” มูลค่าความเสียหาย 661,000 ล้าน (หกแสนหกหมื่นหนึ่งพันล้านบาท) “ป.ป.ช.” ยกคำร้อง … “ปชป.”รอด !
และในที่สุด เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 57 .ป.ป.ช.ร่อนหนังสือแจง "ไม่มีคดีปรส."อยู่ในการดำเนินการของป.ป.ช.แต่อย่างใด
หมายความว่าอย่างไร..ปปช.เพิกเฉยในการทำคดีนี้ และปล่อยให้หมดอายุความในที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจากพระนครสาส์น
[Continue reading...]

Thursday, July 3, 2014

สารจาก คริสตี เคนนีย์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย

- 0 comments
สวัสดีค่ะ เพื่อน ๆ ชาวไทย

ในวันที่ 4 กรกฎาคม ของทุกปี เราจะฉลองวันก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกาและการประกาศอิสร ภาพ ปีนี้สหรัฐอเมริกาฉลองครบรอบ 236 ปีแห่งการเป็นเอกราช

วันที่ 4 กรกฎาคมปีนี้ มีความสำคัญพิเศษเนื่องจากเราฉลองวันเกิดขององค์กรที่สำคัญอีกสององค์กรด้วยคือ หน่วยสันติภาพสหรัฐอเมริกาและองค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา ซึ่งต่างฉลองครบรอบ 50 ปีแห่งความร่วมมือกับประเทศไทย

อาสาสมัครหน่วยสันติภาพประมาณ 5,000 คนได้ทำงานในประเทศไทยตั้งแต่โครงการนี้เริ่มขึ้นเมื่อ 50 ปีที่แล้ว  ขณะนี้มีอาสาสมัครกว่า 100 คนในไทย อาสาสมัครเหล่านี้ส่วนใหญ่ทำงานด้านการศึกษา การพัฒนาชุมชนและการป้องกันโรค พวกเขาต่างมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือประชาชนด้วยการแบ่งปันความรู้ความสามารถกับชุมชนในท้องถิ่น ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงน้ำใจไมตรีของคนอเมริกัน

นอกจากนี้ องค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID) ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่ให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนาของสหรัฐ ก็ฉลองครบรอบ 50 ปีในปีนี้เช่นกัน สำนักงานพัฒนาภูมิภาคเอเชียของ USAID ดำเนินงานโครงการจำนวนมากจากสำนักงานที่กรุงเทพฯ โดยพยายามจัดการปัญหาสำคัญ ๆ ตลอดทั่วภูมิภาคนี้ ตั้งแต่การคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและการต่อสู้โรคระบาดไปจนถึงการป้องกันการค้ามนุษย์และการลักลอบค้าสัตว์ป่า  เรามีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่ได้ทำงานร่วมกับประเทศไทยในฐานะหุ้นส่วนและเพื่อนร่วมงานช่วยเหลือในความพยายามเหล่านี้  

นอกจากนี้ USAID ยังได้ทำงานร่วมกับศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (CDC) และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ทหารในการดำเนินงานที่สำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของเราคือ สุขอนามัยของโลก ประเทศไทยเป็นตัวอย่างที่ดีของลักษณะประเทศคู่ความร่วมมือที่สหรัฐ มองหาในการดำเนินความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสุขอนามัยในอนาคต

สหรัฐอเมริกาและไทยยังมีความมุ่งมั่นเหมือนกันที่จะส่งเสริมนวัตกรรมใหม่ ๆ ตลอดจนการค้าที่เปิดกว้างเสรีและยุติธรรม  โครงการหุ้นส่วนเชิงสร้างสรรค์ของเราเน้นความร่วมมือแลกเปลี่ยนนักนวัตกรรมไทยและอเมริกัน ความร่วมมือระหว่างประเทศเราทั้งสองเป็นแบบอย่างการนำบุคคลที่มีพรสวรรค์ของเราให้รู้จักกันใกล้ชิดยิ่งขึ้น อันจะเป็นการส่งเสริมความรุ่งเรืองของเศรษฐกิจร่วมสำหรับคนรุ่นต่อไป 

สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างของความร่วมมือด้านต่าง ๆ ระหว่างประเทศของเราทั้งสอง

สหรัฐอเมริกาและไทยเป็นมิตรใกล้ชิดกันมาเกือบ 200 ปี และมิตรภาพของเรายังคงแข็งแกร่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง การติดต่อระดับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของประเทศเราทั้งสองในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาเริ่มจากการที่รัฐมนตรีต่างประเทศคลินตันมาเยือนไทยปลายปีที่แล้วและการพบปะหารือระหว่างประธานาธิบดีโอบามาและนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ที่ฮาวายได้เป็นการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนของมิตรภาพระหว่างเรา   

ความสัมพันธ์อันเข้มแข็งระหว่างประชาชนของประเทศเราทั้งสองช่วยให้ความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการที่มั่นคงของเราแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เราขอส่งเสริมให้เพื่อนชาวไทยของเราไปเยือนและทำความรู้จักกับสหรัฐอเมริกาให้มากขึ้น  

ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งในงานฉลองวันชาติสหรัฐ ดิฉันรู้สึกตื่นเต้นมากที่จะมาเล่าให้ท่านฟังถึงสถานที่โปรดของดิฉันในสหรัฐ อันดับแรกคือ เมืองชิคาโก ซึ่งมีชื่อเสียงเนื่องจากมีทีมกีฬาดัง นั่นคือ ทีม Chicago Cubs และ Chicago Bulls เมืองต่อไปคือเมืองนิวออร์ลีนส์ หรือ The Big Easy ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีเกี่ยวกับงานมาดิกราส์ และใครจะลืมนครนิวยอร์ก หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ The Big Apple เมืองแห่งเทพีเสรีภาพ  และสุดท้ายคือ นครลอสแอนเจลิส ซึ่งมีชื่อเสียงด้านความหลากหลาย ดาราภาพยนตร์และชายหาด  เมืองเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “The Great American Road Trip” ของเรา  นอกจากนี้ เรายังโพสต์ข้อมูลเกี่ยวกับเมืองเหล่านี้และสถานที่น่าสนใจอื่น ๆ ในสหรัฐ บนหน้า Facebook ของเราตลอดปี

ขอเชิญร่วมเฉลิมฉลองวันแห่งเอกราชของสหรัฐอเมริกา และงานครบรอบมิตรภาพที่แข็งแกร่งและรุ่งเรือง

ระหว่างไทยกับสหรัฐอเมริกา.

ที่มา: เดลินิวส์
[Continue reading...]

Wednesday, May 28, 2014

คสช. ทบทวนแผนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้าน ย้ำเน้นประโยชน์ของประเทศ

- 0 comments
พล อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผอ.ทอ. รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ในฐานะหัวหน้าฝ่ายเศรษฐกิจ เปิดเผยหลังประชุมรับทราบนโยบายผู้บริหารหน่วยงานช้าราชการ และรัฐวิสาหกิจกระทรวงคมนาคมว่า จะนำโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานประเทศ ทั้งระบบน้ำ ราง ถนน อากาศ และรถไฟความเร็วสูง ซึ่งอยู่ในโครงการ 2 ล้านล้านบาท นำไปเสนอให้ประธาน คสช. เพื่อทบทวนจัดทำแผนแม่บทพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้เสร็จภายใน 2 สัปดาห์  
“โครงการโครงสร้างพื้นฐานทุกด้าน คสช.จะให้ความสำคัญและเดินหน้าต่อในทุกระบบเพื่อให้เกิดการเชื่อมต่อกันได้ โดยโครงการไหนหากทำก่อนก็จะเริ่มก่อนเพื่อประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญแต่ต้องมาดูรายละเอียด ข้อขัดข้องว่ามีอุปสรรคใดบ้าง เช่น งบประมาณ กระบวนการพิจารณา กฎหมาย ที่ดิน ปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเข้าไปดูว่าตรงไหนต้องปรับปรุง ถ้าโครงการไหนพร้อมก็จะเดินหน้าได้ทันที แต่ถ้าใช้งบประมาณมาก เราจะนำมาปัดฝุ่นเพื่อให้ระบบคมนาคมเดินหน้าได้สมบูรณ์”
ทั้งนี้โครงการขยายสนามบินสุวรรณภูมิให้รอบรับผู้โดยสาร 60 ล้านคน และสนามบินดอนเมืองเป็น 30 ล้านคนคาดจะเดินหน้าต่อได้ ส่วนโครงการรถไฟความเร็วสูง เป็นโครงการที่ให้ความสนใจโดยพิจารณาว่าเส้นทางใดทั้งกรุงเทพ-เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ-หนองคาย เพื่อดูว่าโครงการใดขัดข้องบ้าง ซึ่งจะใช้เวลาศึกษาและน่าจะดำเนินการต่อได้หากสามารถแก้ไขอุปสรรคด้านต่างๆ ด้าน
พล อ.อ.ประจิน กล่าวว่า การจัดทำงบประมาณยืนยันว่าจะใช้ได้ทันตามกำหนดแน่นอน ทั้งงบประมาณปี 57 จะเร่งรัดการเบิกจ่ายให้งบที่ค้างอยู่เดินได้ไปตามเป้าหมาย รวมถึงเร่งรัดการทำงบประมาณปี 58 ที่ปีนี้ขอเพิ่มจากงบปี 57 ถึง 3 เท่า ให้เสร็จโดยเร็ว โดยจะพิจารณาตามความเหมาะสม เพื่อเบิกจ่ายใช้งบประมาณให้ทันวันที่ 1 ต.ค.57
จากเดลินิวส์ออนไลน์
[Continue reading...]

Wednesday, April 9, 2014

ลำดับเหตุการณ์บันทึกเลือด 10 เมษา 53 - 4 ปีที่ไม่มีวันลืมศพเกลื่อนราชดำเนิน

- 0 comments
4 ปีก่อนหน้านี้ ประเทศไทยกลายเป็นพื้นที่มิคสัญญี กรุงเทพฯ กลายเป็นพื้นที่สังหารหมู่ครั้งใหญ่ เมื่อรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ และผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ตัดสินใจให้กองกำลังของรัฐใช้อาวุธจริง ในปฏิบัติการม็อบเสื้อแดง หรือนปช.

สมรภูมิแรกที่เกิดเหตุคือถนนราชดำเนิน เมื่อวันที่ 10 เมษายน 2553

เหตุการณ์ในคืนวันนั้น มีประชาชนและทหารเสียชีวิตรวมกันถึง 27 ราย บาดเจ็บราว 1,700 คน

จากวันนั้นก็เกิดเหตุ "ฆ่าหมู่" หรือ "ล้อมฆ่า" ประชาชน และม็อบตายเป็นใบไม้ร่วง โดยฆ่าต่อเนื่องถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2553 ซึ่งเป็นวันที่แกนนำเสื้อเแดงประกาศสลายการชุมนุม

ร่วม 100  ศพ และบาดเจ็บหลายพันคนคือตัวเลขความสูญเสีย ที่รัฐบาลและศอฉ.ภายใต้การนำของรัฐบาลพลเรือนของนายอภิสิทธิ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ ฝากเป็นแผลทางประวัติศาสตร์

เป็นความสูญเสียมากกว่าการชุมนุมในอดีตที่ผ่านมาทุกครั้ง

เป็นความสูญเสียมากกว่าฝีมือของรัฐบาลเผด็จการทหารเสียอีก
ปฏิบัติการขอคืนพื้นที่
นับ จากวันที่ 13 มีนาคม 2553 วันแรกที่ม็อบเสื้อแดงปักหลักตั้งเวทีที่สะพานผ่านฟ้าฯ ถ.ราชดำเนิน ก่อนขยายไปยังเวทีใหญ่สี่แยกราชประสงค์

บรรดาแกนนำสลับกันขึ้นทั้ง 2 เวทีเพื่อเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ ยุบสภา โดยกล่าวหาว่ามีที่มาไม่เหมาะสม เป็นรัฐบาลที่ตั้งในค่ายทหาร ใช้หลากหลายวิธีทำให้พรรคการเมืองต้องร่วมสนับสนุนให้พรรคประชาธิปัตย์ได้ เป็นรัฐบาล ทั้งที่การเลือกตั้งพ่ายแพ้พรรคพลังประชาชน (ในขณะนั้น-ก่อนเปลี่ยนเป็นพรรคเพื่อไทย)

ขณะที่ นายอภิสิทธิ์ สั่งตั้งศอฉ.ขึ้นมาเพื่อจัดการม็อบโดยเฉพาะ มี นายสุเทพ เป็นผู้อำนวยการ

ช่วงเวลาเกือบ 1 เดือนทั้ง 2 ฝ่ายแทบไม่ได้ปะทะกันรุนแรง นอกจากยื้อกันไปมาเท่านั้น

กระทั่ง วันที่ 8 เมษายน 2553 นายสุเทพ มีคำสั่งให้สถานีดาวเทียมไทยคมระงับการแพร่ภาพของสถานีโทรทัศน์พีเพิ่ล ทีวี หรือพีทีวี ซึ่งเป็นสถานีของคนเสื้อแดง ถ่ายทอดสดการชุมนุม พร้อมส่งทหารเข้าไปควบคุม

ทำให้วันที่ 9 เมษายน ม็อบเดินทางไปยังสถานีไทยคม ที่อ.ลาดหลุมแก้ว จ.ปทุมธานี เพื่อให้เปิดสัญญาณถ่ายทอดอีกครั้ง

กระทั่งปะทะกับทหารแต่ไม่มีความสูญเสียเกิดขึ้น

แต่ จากจุดนี้เองทำให้นายอภิสิทธิ์ แสดงความไม่พอใจว่าม็อบท้าทายกฎหมาย และวันที่ 10 เมษายน คำสั่งสลายม็อบราชดำเนิน ที่ออกมาในวลีเท่ๆ ว่า ′ขอคืนพื้นที่′ ก็ออกมาจากศอฉ.

โดย ช่วงสายวันที่ 10 เมษายน แกนนำเสื้อแดงทราบการข่าวว่ารัฐบาลสั่งสลายม็อบที่ราชดำเนิน จึงระดมม็อบที่ราชประสงค์เดินทางไปสมทบเพื่อช่วยเหลือกรณีที่เกิดเหตุรุนแรง ขึ้น

แกนนำรวมตัวกันที่พระบรมรูปทรงม้า ก่อนเคลื่อนไปยังหน้ากองทัพภาคที่ 1 หลังพบว่ามีหน่วยกำลังเตรียมพร้อมอยู่ภายใน และคาดว่าเป็นทีมสลายม็อบ

13.00 น. เกิดเผชิญหน้ากันครั้งแรกเมื่อม็อบพร้อมรถบรรทุกไปปิดด้านหน้ากองทัพภาคที่ 1 ป้องกันทหารเคลื่อนกำลังออกมา

แม้จะสามารถสกัดกั้นไว้ได้ แต่เป็นเวลาสั้นๆ เท่านั้น
ทหารเคลื่อนพลล้อมกรอบ
ราว ครึ่งชั่วโมงต่อมาทหาร 3 หน่วยปฏิบัติการล้อมกรอบผู้ชุมนุม เริ่มจากทหารในกองทัพภาคที่ 1 เคลื่อนกำลังออกมาทางถ.ศรีอยุธยา ซึ่งจุดนี้มีม็อบอยู่ราว 500 คน

แก๊สน้ำตา กระสุนยาง และน้ำ ระดมฉีดเข้าใส่ ขณะที่ทหารตั้งแต่ผลักดันม็อบจนถอยร่น จนทหารเข้ายึดพื้นที่บริเวณพระบรมรูปทรงม้าได้สำเร็จ จากนั้นก็ผลักดันผู้ชุมนุมออกไปอีก

ขณะเดียวกันมีกำลังทหารจาก ถ.พิษณุโลก และแยกวังแดง เดินหน้าบีบผู้ชุมนุมที่กระจัดกระจายอยู่ให้มารวมกันที่เวทีสะพานผ่านฟ้าฯ และแยกคอกวัว โดยรอบๆ ทั้งถนนดินสอ และถนนตะนาว มีทหารเข้ายึดครองได้หมด

ตามแผนคือให้ผู้ชุมนุมมารวมที่สะพานผ่านฟ้าฯ ก่อนผลักดันให้ออกไปทางถนนหลานหลวง โดยมีเฮลิคอปเตอร์บินโปรยแก๊สน้ำตาสลายผู้ชุมนุม

ทหาร และผู้ชุมนุมปะทะกันเป็นระยะๆ จนถึงตอนเย็น เจ้าหน้าที่เริ่มใช้อาวุธจริงยิงขู่ขึ้นฟ้า จนเมื่อการปะทะหนักหน่วงขึ้นบวกกับม็อบจากราชประสงค์เดินทางมาสมทบ

แสง แดดเริ่มน้อยลงเรื่อยๆ อากาศขมุกขมัวลง ทั้งนักวิชาการหรือผู้เกี่ยวข้องออกมาเตือนรัฐบาลผ่านทางสถานีโทรทัศน์ต่างๆ ให้ยุติการสลายม็อบไว้ก่อน เนื่องจากบรรยากาศเริ่มมืดลงเรื่อยๆ การสลายม็อบในเวลานี้ สุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียหรือมี ′มือที่ 3′ เข้ามาร่วมสร้างสถานการณ์

ทางออกดีที่สุดคือถอยกลับที่ตั้งรอรุ่งเช้าค่อยตัดสินใจอีกครั้ง

แต่ศอฉ.โฆษกออกแถลงการณ์ยืนยันว่า ต้องเดินหน้าลุยปราบต่อไปไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหนก็ตาม!!!

แล้วสถานการณ์ก็เป็นดังที่ทุกฝ่ายเตือน ในช่วงค่ำเกิดความอลหม่าน เสียงปืนระเบิดดังระงม

ศพแรกๆ ที่เกิดความสูญเสียคือ นายฮิโรยูกิ มูราโมโตะ ช่างภาพรอยเตอร์ ชาวญี่ปุ่น ถูกยิงตายบริเวณจุดปะทะถนนดินสอ

จาก พยานหลักฐานต่างๆ เชื่อว่าตายโดนเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากช่วงเกิดเหตุนายมูราโมโตะ ที่ตอนแรกอยู่ในแนวทหาร ถือกล้องเดินข้ามฝั่งมาถ่ายภาพบริเวณม็อบ จนเมื่อหันกล้องกลับไปแนวเจ้าหน้าที่ก็ถูกกระสุนความเร็วสูงยิงเจาะเข้าร่าง

ผู้ชุมนุมช่วยกันอุ้มนายมูราโมโตะ ออกจากจุดปะทะส่งโรงพยาบาล แต่ก็ช่วยชีวิตไว้ไม่ได้

การ ปะทะระหว่างทหารกับม็อบมีผู้เสียชีวิตจำนวนหนึ่ง และบาดเจ็บหลักร้อยคน โดยทหารไม่สามารถผลักดันม็อบออกจากพื้นที่ตามที่ตั้งเป้าเอาไว้
ทั้งทหาร-ม็อบสังเวย
หลังศอฉ.มีคำสั่งให้ทหารเดินหน้าลุยปราบม็อบโดยไม่สนใจคำเตือน สถานการณ์ยิ่งรุนแรงมากขึ้นและชุลมุนขึ้นเพราะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร

ตัวเลขความสูญเสียมากขึ้นเรื่อยๆ ขณะที่ม็อบก็เสริมกำลังเข้ามาเรื่อยๆ เช่นกัน

มีรายงานว่าในศอฉ.เองก็เคร่งเครียด เพราะตัวเลขที่ได้รับรายงานมีประชาชนเสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมาก

แกนนำม็อบประกาศไล่ผู้นำมือเปื้อนเลือดออกนอกประเทศ

การ ปะทะเกิดขึ้นหลายจุดทั้งแยกคอกวัว ถนนดินสอ แยกจปร. จนราว 2 ทุ่ม นายอภิสิทธิ์มีคำสั่งให้ถอนกำลัง หลังควบคุมสถานการณ์ไม่ได้ เพราะยิ่งฆ่า ม็อบก็ยิ่งเข้ามาเสริมเยอะขึ้นเรื่อยๆ

นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกฯ ได้รับคำสั่งไปประสานกับแกนนำม็อบขอหย่าศึกครั้งนี้

มี รายงานว่าถึงตอนนี้ในศอฉ.เต็มไปด้วยความตึงเครียด เพราะประชาชนสูญเสียมากเกินไป และในอดีตที่ผ่านมาไม่เคยมีรัฐบาลไหนสามารถอยู่ได้หากมือเปื้อนเลือดประชาชน

แต่ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ทหารก็สูญเสียด้วย

จากกรณีเกิดเหตุปะทะกันที่หน้าโรงเรียนสตรีวิทย์ และมีเอ็ม 79 ยิงถล่มเข้าไปภายในโรงเรียน ตกใส่เต็นท์บัญชาการของทหาร

พ.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม รองเสธ.พล.ร.2 รอ. แม่ทัพใหญ่ในปฏิบัติการนี้เสียชีวิต และมีทหารบาดเจ็บอีกจำนวนหนึ่ง!!!

ขณะเดียวกันสื่อทีวีเริ่มแพร่ภาพคนสวมชุดดำ ใส่หมวกไอ้โม่งถือปืนอยู่ในม็อบและอยู่ในเหตุการณ์ปะทะ

แม้ การตายของนายทหารระดับสูง นับเป็นความสูญเสียของกองทัพและประเทศชาติอย่างน่าเสียดาย แต่สำหรับบางคนแล้ว ในสถานการณ์ที่กำลังจนแต้ม กลับสามารถใช้การตายครั้งนี้พลิกสถานการณ์จากที่เป็นรอง ขึ้นมาหาความชอบธรรมได้ทันที

มันสมองระดับสามารถประดิษฐ์คำพูดชวนฟัง ทำให้หยิบการตายของพ.อ.ร่มเกล้า และภาพชายชุดดำขึ้นมาใช้ได้ทันทีทันใด

ม็อบก่อการร้ายมีอาวุธสงคราม และชายชุดดำ เป็นข้ออ้างเอาตัวรอดได้อย่างฉิวเฉียด
คนชุดดำ-ไร้ตัวตน
การ เสียชีวิตของ พ.อ.ร่มเกล้า และภาพคนชุดดำ กลายเป็นข้อตอบโต้ของรัฐบาลและศอฉ. ในทำนองว่าม็อบมีอาวุธร้ายแรง และคนชุดดำคือฆาตกรที่ฆ่าประชาชน!!!

รัฐบาลใช้กรณีนี้สร้างความชอบธรรมอยู่ในอำนาจต่อไป

ขณะที่ปั่นกระแสเรื่องม็อบมีอาวุธร้ายแรง เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการตายของม็อบทีละศพ สองศพ หรือมากกว่านั้น

จาก วันที่ 10 เมษายน จนถึงวันที่ 19 พฤษภาคม คนเริ่มตายมากขึ้นเรื่อยๆ โดยฝีมือของสไนเปอร์ แต่รัฐบาลและศอฉ.อ้างว่าเป็นฝีมือของชายชุดดำเช่นเดิม

ก่อนที่รัฐบาลจะส่งทหารเข้าปิดล้อมและสลายม็อบราชประสงค์ พร้อมคำพูดใหม่อีกว่า ′กระชับพื้นที่′

ทำให้แกนนำตัดสินใจยุติการชุมนุม และเดินทางเข้ามอบตัว ก่อนเกิดเหตุเผาสถานที่ต่างๆในกรุงเทพฯ

รัฐบาล และนักการเมืองผู้เชี่ยวชาญการ ′พูด′ นำเหตุการณ์เผามาเหมารวมว่ารัฐบาลต้องปราบปรามอย่างรุนแรง เพื่อหยุดยั้งการเผาบ้านเผาเมือง

ทั้งๆ ที่การเผาเกิดขึ้นในวันสุดท้ายของการชุมนุม และเกิดขึ้นในตอนเย็นหลังจากม็อบสลายไปหมดแล้ว

รัฐบาลระบุว่าทหารได้รับคำสั่งให้ยิงระดับต่ำกว่าหัวเข่า และไม่ให้ฆ่าประชาชนที่ไม่มีอาวุธ

เกือบ 100 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายพัน ถูกโยนว่าเป็นฝีมือของคนชุดดำทั้งสิ้น

ขณะที่คนตายถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้าย

คน ชุดดำที่เป็นฆาตกรตามที่รัฐบาลกล่าวหา แต่หลังเหตุการณ์สงบลงและรัฐบาลประชาธิปัตย์ครองอำนาจอีกนานนับปี ไม่มีคนชุดดำสักรายที่ถูกจับกุม หรือหาที่มาที่ไปไม่ได้

มีเพียงภาพถ่าย หรือภาพเคลื่อนไหวคนชุดดำถือปืน และยิงไปในจุดต่างๆ แต่ไม่มีหลักฐานใดๆ ระบุว่าเกือบ 100 ศพเป็นฝีมือชายชุดดำ

ใน ทางกลับกัน มีภาพและพยานหลักฐานมากมายยืนยันชัดเจนว่าผู้เสียชีวิตจำนวนมาก ตายโดยฝีมือของเจ้าหน้าที่รัฐที่ปฏิบัติตามคำสั่งของรัฐบาลและศอฉ.

ตอนนี้คดีส่วนหนึ่งส่งขึ้นสู่การพิจารณาชั้นศาล เพื่อทวงความยุติธรรมให้กับผู้เสียชีวิตทุกราย
 
       
ที่มา นสพ.ข่าวสด วันที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2555        
[Continue reading...]

Monday, March 3, 2014

จาตุรนต์ ฉายแสง กับท่าที ผบ.ทบ. พล.อ.ประยุทธ์ จันโอชา กรณี สปป.ล้านนา

- 0 comments
ธรรมดาผมก็วิจารณ์ผบ.ทบ.บ้างชมบ้างแล้วแต่กรณีไป ผมเพิ่งชมผบ.ทบ.ไปเมื่อไม่กี่วันมานี้ ต้องวิจารณ์ทักท้วงอีกซะแล้ว

ผมคิดว่าที่ผบ.ทบ.ออกมาขึงขังสั่งการให้แม่ทัพนายกองเล่นงานคนเสื้อแดงในข้อหาว่าแบ่งแยกประเทศนั้น ไม่น่าจะเป็นประโยชน์หรือเป็นผลดีต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งของคนในชาติ รวมทั้งไม่เป็นผลดีต่อตัวผบ.ทบ.เองด้วย

การที่คนเสื้อแดงบางคนออกมาพูดเรื่องการแบ่งประเทศนั้น ดูจะเป็นเรื่องของการตัดพ้อเสียมากกว่าที่จะทำอย่างนั้นจริงๆ เข้าใจว่าคนเสื้อแดงจะรู้สึกว่าพวกตนอยู่ในสภาพที่ทำอะไรก็ผิดไปหมด ในขณะที่ฝ่ายสุเทพกับพวกทำอะไรก็ไม่ผิด เขาจึงประชดว่าถ้าอย่างนั้นแบ่งประเทศกันเสียเลยดีไหม

การดำเนินคดีกับคนเสื้อแดงในเรื่องนี้ก็เป็นสิทธิ์ที่จะทำได้ แต่จะมีผลอะไรเป็นเรื่องที่ต้องใคร่ครวญให้รอบคอบ การที่ใครออกมาพูดลอยๆว่าจะแยกประเทศจะครบองค์ประกอบการกระทำความผิดหรือไม่ ดำเนินคดีไปจะเอาผิดได้จริงหรือ

การที่บางคนพูดว่าจะแยกประเทศเปรียบเทียบกับการที่คนอีกกลุ่มหนึ่งเรียกตัวเองว่าเป็นกบฏอย่างเปิดเผยครั้งแล้วครั้งเล่า ว่าไปแล้วพวกที่ประกาศตัวเองเป็นกบฏเสียอีกที่มีการกระทำเป็นกบฏจริงๆและถูกตั้งข้อหาแล้วด้วย แต่ไม่เห็นผบ.ทบ.และพวกทำอะไรกํบคนเหล่านี้บ้าง เห็นพูดแต่ว่าขอวางตัวเป็นกลาง 

การเล่นงานแต่พวกเสื้อแดงในคราวนี้จึงทำให้คำพูดที่ว่าขอวางตัวเป็นกลางหมดน้ำหนักไปเสียเปล่าๆ

ถ้าต้องการจะแก้ปัญหาความขัดแย้งในสังคมจริงๆ เวลามีคนออกมาพูดว่าจะแยกประเทศ ผู้ที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงควรจะต้องตั้งคำก่อนว่าทำไมเขาจึงออกมาพูดอย่างนั้นกัน หาต้นเหตุให้เจอว่าเป็นเพราะอะไร ถ้าสาเหตุมาจากความไม่ยุติธรรมก็ต้องหาทางให้เกิดความยุติธรรม ถ้าเป็นเพราะบ้านเมืองอยู่ในสภาพกฎหมายไม่เป็นกฎหมายก็ต้องทำให้กฎหมายเป็นกฎหมาย ความไม่พอใจของผู้คนก็จะลดลง

ที่สำคัญต้องทำให้ทุกฝ่ายทุกคนมีความรู้สึกว่าเป็นเจ้าของประเทศเท่าเทียมกัน

การออกมาประกาศขึงขังว่าจะจัดการกับคนที่แยกประเทศจนเป็นเรื่องใหญ่โตเกินจริงยังเป็นเรื่องเสียหายต่อภาพพจน์ของประเทศด้วย ชาวต่างชาติเขาจะรู้สึกว่าเมืองไทยนี้แย่แล้ว มีคนจะแยกประเทศเกิดขึ้นเยอะแยะไปหมด ลำพังการที่สุเทพกับพวกทำผิดกฎหมายสารพัด ก็เสียภาพพจน์แย่แล้ว ยังจะโฆษณาว่ามีขบวนการแบ่งแยกประเทศอีกจะเป็นประโยชน์อะไร

สุดท้ายก็ขอฝากอีกนิดเดียวครับว่ายังไงก็อย่าถึงขั้นเอาเรื่องนี้มาเป็นเหตุข้ออ้างในการยึดอำนาจเลยนะครับ เพราะมันฟังไม่ขึ้น เสื้อแดงเขาเป็นส่วนหนึ่งของคนส่วนใหญ่ของประเทศ เขาจะไปแบ่งแยกประเทศไปทำไม คนที่พยายามแบ่งประเทศมาหลายเดือนแล้วคือสุเทพกับพวกต่างหาก พวกนี้เขาพยายามแยกประเทศไทยออกเป็น 2 ประเทศ คือประเทศหนึ่งเป็นประชาธิปไตยและกฎหมายเป็นกฎหมายกับอีกประเทศหนึ่งปกครองโดยคนส่วนน้อยและกฎหมายไม่เป็นกฎหมาย

นี่ต่างหากคือปัญหาที่ผบ.ทบ.และแม่ทัพนายกองต้องจัดการมานานแล้ว


ที่มา : เพจ Chaturon Chaisang
[Continue reading...]
 
Copyright © . Yak Ratchaprasong - Posts · Comments
Theme Template by BTDesigner · Powered by Blogger