Showing posts with label เพื่อไทย. Show all posts
Showing posts with label เพื่อไทย. Show all posts

Thursday, November 21, 2013

"เพื่อไทย" แถลง 9 ข้อ ไม่รับอำนาจศาลรธน.วินิจฉัย กรณีที่มาของส.ว.เตรียมฟ้อง 5 ตุลาการเสียงข้างมาก

- 0 comments
พรรคเพื่อไทย ออกแถลงการณ์ เหตุผล 9 ข้อ ที่ไม่ยอมรับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ กรณีร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ประเด็นที่มาของส.ว. และเตรียมจะยื่นฟ้องร้องดำเนินคดีกับ 5 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก
เมื่อเวลา 16.00 น. วันที่ 21 พฤศจิกายน ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) สมาชิกพท. จำนวน 24 คน นำโดยนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพท. นายโภคิน พลกุล ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี นายชูศักดิ์ ศิรินิล ทีมกฎหมายพท. นายสามารถ แก้มมีชัย ส.ส.เชียงราย พท. ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มาส.ว. นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพท.

โดยนายนายจารุพงศ์ กล่าวคำแถลงของพท. ว่า ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย กรณีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยกเลิกสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และให้มีวุฒิสภาจำนวน 200 คน ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 นั้น
 
 
พรรคเพื่อไทย  ขอเรียนพี่น้องประชาชนทุกท่าน ดังนี้
 
 
คำแถลงของพรรคเพื่อไทย
 
ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย กรณีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยกเลิกสมาชิกวุฒิสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง และให้มีวุฒิสภาจำนวน 200 คน ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2556 นั้น
 
พรรคเพื่อไทยขอเรียนพี่น้องประชาชนทุกท่าน ดังนี้
 
1. การที่สมาชิกรัฐสภาประกอบด้วย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกวุฒิสภาจำนวน 312 คน ร่วมเสนอญัตติแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องดังกล่าว ก็เพื่อให้เป็นไปตามหลักประชาธิปไตย ที่ถือว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชน ดังนั้น สมาชิกรัฐสภาทั้งหมดย่อมต้องมาจากการเลือกตั้งของปวงชน ดังที่ประเทศที่เป็นประชาธิปไตยทั้งหลายปฏิบัติกัน และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ 2540 ซึ่งถือเป็นฉบับประชาชน
 
2. การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า เป็นอำนาจของรัฐสภา โดยมีข้อห้ามแก้ไขอยู่ 2 ข้อ เท่านั้น  คือ การเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และการเปลี่ยนแปลงรูปของรัฐ ซึ่งการแก้ไขเพิ่มเติมที่มาของสมาชิกวุฒิสภาดังกล่าว ไม่เกี่ยวข้องกับข้อห้ามทั้ง 2 ข้อ แต่อย่างใด ทั้งศาลรัฐธรรมนูญเองก็เคยวินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัย ที่ 18-22/2555 ว่า “รัฐสภาจะใช้อำนาจแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตราก็เป็นความเหมาะสม และเป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะดำเนินการดังกล่าวนี้ได้ ซึ่งจะเป็นการสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 291”
 
3. การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องในเรื่องดังกล่าว โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 เป็นการกระทำที่ถือได้ว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ในข่ายที่จะถูกร้องขอให้ถอดถอนหรือถูกดำเนินคดีอาญาได้ เพราะมาตรา 68 เป็นกรณีเกี่ยวกับการที่บุคคลจะใช้สิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญนี้ หรือเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้มิได้ แต่การตรากฎหมาย ซึ่งกรณีนี้ถือเป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นการที่รัฐสภากระทำไปตามอำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 291 บัญญัติ โดยศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยรับรองไว้เองอีกโสตหนึ่งดังที่กล่าวมาข้างต้น จึงไม่เข้าเงื่อนไขที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้ได้
 
4. ศาลรัฐธรรมนูญอ้างหลักนิติธรรมในคำวินิจฉัยในลักษณะที่ต้องการตีความขยายความเพิ่มอำนาจให้ตนเองมากกว่าที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ เช่นที่ได้เคยทำมาแล้วในคำวินิจฉัย ที่ 18-22/2555 ด้วยการอ้างว่า  “ความมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญ ... ถือเป็นเจตนารมณ์หลักของรัฐธรรมนูญว่าจะต้องยึดถือไว้เป็นสำคัญยิ่งกว่าเจตนารมณ์ของผู้ร่างรัฐธรรมนูญ” คำวินิจฉัยทั้ง 2 ครั้งในปี 2555 และ 2556 แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ตัวแทนของปวงชนที่รับมอบอำนาจมาจากปวงชนเพื่อมาแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีที่มาที่ชอบธรรม เป็นประชาธิปไตย และเป็นธรรม ไม่ว่าจะแก้ทั้งฉบับหรือรายมาตราไม่อาจกระทำได้เลย เพราะถูกขัดขวางโดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่กล่าวมา ด้วยการตีความรัฐธรรมนูญขยายอำนาจของตนเอง ไม่ยอมผูกพันตามตัวอักษร และเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
 
5. การอ้างหลักนิติธรรม เป็นการกล่าวอ้างอย่างลอย ๆ มิได้ระบุให้ชัดเจนว่าตามหลักสากลเขาเป็นเช่นไร การขัดกันแห่งผลประโยชน์ รัฐธรรมนูญ มาตรา 265 ถึง 269 บัญญัติไว้ชัดเจนแล้วว่ามีความหมายอย่างไร แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็เพิ่มเติมขึ้นใหม่ โดยไม่ได้ดูที่องค์กรของตนเองเลยว่า ได้กระทำการขัดต่อหลักที่ตนอ้างหรือไม่ เช่น ได้ตัดสินด้วยความเป็นอิสระ และเป็นกลาง เป็นไปโดยยุติธรรม ตามรัฐธรรมนูญ และก่อให้เกิดความสงบสุขแห่งราชอาณาจักร ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 197 และ มาตรา 201 บัญญัติหรือไม่ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ ตุลาการ 3 คน เคยเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมาก่อน และ 1 ใน 3 คน เคยถูกคัดค้านประเด็นนี้ จนต้องถอนตัวในการพิจารณาคดีในคำวินิจฉัยที่ 18-22/2555 มาแล้ว แต่คราวนี้ไม่ถอนตัว และอีก 1 คน เคยแสดงความเห็นไว้ชัดเจนว่า การลงโทษบุคคลย้อนหลังกระทำได้ถ้าไม่ใช่การลงโทษทางอาญา อันเป็นเหตุให้มีการยุบพรรคไทยรักไทย และลงโทษตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคทั้งหมดเป็นเวลา 5 ปี โดยผู้ถูกตัดสิทธิไม่ได้มีโอกาสรับทราบข้อหาและต่อสู้ชี้แจงแต่อย่างใด ดังนั้น หากตุลาการทั้ง 3หรือ 4 คนดังกล่าวต้องถอนตัว ผลของคำวินิจฉัยจะกลับเป็นตรงกันข้าม
 
6. การที่ศาลรัฐธรรมนูญอ้างว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว ขัดต่อมาตราต่าง ๆในรัฐธรรมนูญ นั้น นับว่าเป็นอันตรายที่สุด เพราะเป็นการใช้อำนาจเหนือรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริง และถ้าอ้างเช่นนี้ การที่มาตรา 309 ขัดต่อมาตรา 3 และมาตรา 6 จะอธิบายกันต่อไปอย่างไร เนื่องจาก มาตรา 3 กำหนดหลักนิติธรรม  มาตรา 6  กำหนดหลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐ
ธรรมนูญ ในขณะที่ ประกาศ คำสั่งของคณะรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 และการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับประกาศ คำสั่งดังกล่าว ให้ถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งหมด แต่กฎหมายที่ออกโดยสภา และพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธย อาจถูกโต้แย้งว่าขัดรัฐธรรมนูญได้หมด เช่นนี้เป็นเรื่องที่ขัดต่อหลักนิติธรรมอย่างชัดแจ้งที่สุด
 
7. การก้าวล่วงเข้าไปวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า มีการกระทำที่ผิดข้อบังคับการประชุมรัฐสภาหรือไม่ เป็นการกระทำที่แทรกแซงอำนาจนิติบัญญัติโดยชัดแจ้ง ขัดต่อหลักการแบ่งแยกอำนาจในมาตรา 3 และมาตรา 89 ที่บัญญัติให้ “ประธานรัฐสภา ....ดำเนินกิจการของรัฐสภาในกรณีประชุมร่วมกันให้เป็นตามข้อบังคับ”  ซึ่งข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 117 บัญญัติว่า  “ถ้ามีปัญหาที่จะต้องตีความข้อบังคับนี้ ให้เป็นอำนาจของรัฐสภาที่จะวินิจฉัย ... ให้ถือว่าคำวินิจฉัยนั้นเด็ดขาด”  กับข้อ 45 ที่ให้ถือว่าคำวินิจฉัยของประธานถือเป็นเด็ดขาด ถ้ามีการประท้วงว่ามีการฝ่าฝืนข้อบังคับ ยิ่งไปกว่านั้น ข้อ 116 ยังให้อำนาจที่ประชุมรัฐสภามีมติให้งดใช้ข้อบังคับข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ หากศาลรัฐธรรมนูญก้าวล่วงเช่นนี้ได้ ก็อาจมีการร้องกันว่าการฝ่าฝืนข้อบังคับทั้งหลายเป็นการกระทำผิดรัฐธรรมนูญ สภาก็คงปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้เลย
 
8. เมื่อรัฐสภาได้ลงมติในวาระที่ 3 และนายกรัฐมนตรีนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯแล้ว ขั้นตอนต่อไปจะเป็นพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ว่าจะทรงเห็นชอบด้วยหรือไม่ จนกว่าจะพ้นเก้าสิบวัน และมิได้พระราชทานคืนมา การที่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องและวินิจฉัยเรื่องดังกล่าวโดยไม่มีอำนาจ ไม่เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ย่อมเป็นการกระทบกระเทือนต่อการใช้พระราชอำนาจ และการกระทำในพระปรมาภิไธย ทั้งนี้ เพราะประการแรก ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่าร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขัดต่อบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเองหรือไม่ ประการที่สองเมื่อเปรียบเทียบกับกรณีการตรวจสอบว่า ร่างพระราชบัญญัติใดมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือตราขึ้นโดยไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญหรือไม่แล้วนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 154 ให้ตรวจสอบได้ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะนำขึ้นทูลเกล้าฯ หากมีการทูลเกล้าฯแล้วย่อมจะอยู่ในพระบรมราชวินิจฉัย ไม่อยู่ในอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญแต่อย่างใด
 

9. การทำหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา ถ้ารัฐธรรมนูญบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบได้ก็ย่อมเป็นไปตามนั้น แต่หากไม่ได้บัญญัติไว้ ย่อมเป็นเรื่องเกี่ยวกับวงงานหรืออำนาจหน้าที่ของรัฐสภา และเป็นอำนาจของรัฐสภาโดยแท้ ดังเช่นที่รัฐธรรมนูญในอดีตทุกฉบับก่อนปี 2540
 

วางหลักไว้ การปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวจะดีหรือไม่ ถูกใจหรือไม่  เหมาะสมหรือไม่   ย่อมจะถูกตัดสินโดยประชาชนในการเลือกตั้ง และนี่ถือเป็นการใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชน ศาลจะก้าวล่วงเข้าไปใช้อำนาจนี้แทนไม่ได้ มิเช่นนั้นก็จะเป็นการยึดอำนาจของประชาชนไปใช้เช่นเดียวกับการรัฐประหาร                  
 
 
อย่างไรก็ตาม  นายจารุพงศ์ ได้กล่าวถึงกรณีกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เสนอให้ลงมติร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 291 ในวาระ 3 ว่า ต้องเป็นเรื่องที่พิจารณาต่อไป    
 
 
เตรียมยื่นฟ้อง 5 ตุลาการศาลรธน.เสียงข้างมาก

ขณะที่ นายชูศักดิ์ ศิรินิล คณะกรรมการยุทธศาสตร์พท. กล่าวภายหลังพท.ออกแถลงการณ์โต้การวินิจฉัยคดีแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา สว.ของศาลรัฐธรรมนูญว่า ขณะนี้ทางพท.จะเตรียมหารือกับ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล และส.ว.ในฐานะผู้เสียหายจากการวินิจฉัยคดีของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อเตรียมฟ้องร้องดำเนินคดีต่อ 5 ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมากที่วินิจฉัยว่า เนื้อหาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่มา ส.ว.ขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 68
 
นายชูศักดิ์ กล่าวว่า โดยเบื้องต้นหารือว่าจะฟ้องข้อหาการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และฟ้องคดีหมิ่นพระบรมเดชานุภาพตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 เพราะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีก้าวล่วงการใช้พระราชอำนาจ และการกระทำในพระปรมาภิไธย เนื่องจากร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว นายกรัฐมนตรีได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ต่อพระมหากษัตริย์แล้ว

โต้ปชป. ยันไม่มีกม.รับรอง ถวายคืนร่างแก้ รธน.
 
 นายชูศักดิ์ กล่าวต่อว่า กรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีขอทูลเกล้าฯ ถวายคืนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญลงมานั้น ขอยืนยันว่าไม่มีกฎหมายข้อใดรองรับไว้ และขณะนี้ขึ้นอยู่กับพระบรมราชวินิจฉัยในการลงพระปรมาภิไธยต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว อย่างไรก็ตามตามขั้นตอนรัฐธรรมนูญ หลังจากมีการทูลเกล้าฯ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญขึ้นไป หากพ้น 90 วันไม่ได้พระราชทานคืนมา ซึ่งตามรัฐธรรมนูญรัฐสภาจะมีมติยืนยันร่างเดิมหรือไม่นั้น มองว่าที่ผ่านมาไม่เคยเกิดเหตุการณ์ที่รัฐสภาลงมติยืนยันแต่อย่างใด
 
อย่างไรก็ตามนายชูศักดิ์ ย้ำว่า ขณะนี้ต้องรอพิจารณาคำวินิจฉัยกลาง และคำวินิจฉัยส่วนตนอย่างละเอียด และรอหารือให้ครบทั้ง ส.ส.และ ส.ว.เพื่อประกอบการพิจารณาในการฟ้องร้องคดีตุลาการ รวมถึงการยื่นถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตามช่องทางที่รัฐธรรมนูญบัญญัติด้วย เนื่องจากการที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องในเรื่องดังกล่าว โดยอาศัยรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 เป็นการกระทำที่ถือได้ว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ซึ่งอยู่ในข่ายที่จะถูกร้องขอให้ถอดถอนและถูกดำเนินคดีอาญาได้
 
ที่มา :นสพ.มติชน

[Continue reading...]

Wednesday, November 6, 2013

"ในที่สุดก็หยุดเข้าซอย" เพื่อไทยประกาศ ถอย พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับสุดซอย

- 0 comments

นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้แถลงข่าวหยุด พ.ร.บ. นิรโทษ ฉบับสุดซอย  เพราะการเสนอ พ.ร.บ.ฉบับนี้ ทำให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ ทำให้เกิดการชุมนุมต่อต้าน จากพรรคประชาธิปัตย์ และมีประ
ชาชนออกมาเคลื่อนไหวต่อต้านร่วมกับพรรคประชาธิปัตย์

โดยพรรคประชาธิปัตย์นำประเด็นนี้มาปลุกระดม ด้วยการบิดเบือนเจตนาเดิมของ พ.ร.บ.ฉบับนี้ และเป้าหมายจริง ๆ ของพรรคประชาธิปัตย์คือต้องการล้มรัฐบาลนี้ให้ได้

ในขณะที่การเดินหมากของพรรคเพื่อไทยในการเดินหน้า พ.ร.บ.ฉบับนี้เป็นการกระทำที่ผิดพลาดมากที่สุด

เหมือนกับยื่นฟืนแห้งให้กับพรรคประชาธิปัตย์ เพราะที่ผ่านมาทางพรรคประชาธิปัตย์พยายามจุดประเด็นปลุกประชาชนขึ้นมาต่อต้าน รัฐบาลแต่ไม่เคยสำเร็จ

ขณะที่กลุ่มคนเสื้อแดงที่ออกมาคัดค้าน พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็จริง แต่ไม่ได้ต่อต้านรัฐบาลนี้

แต่สิ่งที่พรรคเพื่อไทยกระทำแสดงท่าทีต่อคนเสื้อแดงที่ต่อต้าน พ.ร.บ.ฉบับนี้เหมือนเป็น "ศัตรู"

ด้วยการตัดการสื่อสารของแกนนำคนเสื้อแดง ด้วยการระงับการออกรายการทุกรายการของผู้จัดรายการที่เห็นต่าง และถอด ดร.ประแสง ออกจากการเป็นที่ปรึกษา มท.3

พรรคเพื่อไทยกลัวหมู่มิตร มากกว่าฝ่ายพรรคประชาธิปัตย์

สำคัญที่สุดในการถอย พ.ร.บ.ฉบับนี้ ไม่ใช่จากเสียง "เตือน" จากคนเสื้อแดง แต่ฟังเสียงจากกลุ่มคนที่คิดโค่นล้มรัฐบาล

ที่อยากจะส่งสารถึงพรรคเพื่อไทย "อย่างไรเราก็เป็นมิตร" ไม่ใช่ "ศัตรู"
[Continue reading...]

Wednesday, October 23, 2013

คิดให้ดี ก่อนที่จะเดินสุดซอย ว่าทิ้งใครไว้ข้างหลังหรือไม่

- 0 comments
ประเด็นร้อนอีกเรื่องของสัปดาห์นี้ ก็คือ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมเมื่อกรรมการพิจารณาร่างได้ทำการแก้ไข มาตรา 3  ตามมติเสียงข้างมาก ซึ่งจะผิดจากเจตนารมณ์เดิมของร่างที่นายวรชัย เหมะเสนอ

นั่นคือการที่จะนิรโทษให้กับทุกฝ่ายเสมอกัน

เหตุผลคือ คณะกรรมการยกร่างเสียงข้างมากมีความเห็นว่า ร่างของนายวรชัย จะขัดรัฐธรรมนูญมาตรา 30 คลิกดูรายละเอียด กฏหมายรัฐธรรมนูญมาตรา 30

และได้อ้างถึงการปฏิวัติทุกครั้งในอดีตก็จะมีการนิรโทษทุกครั้ง
คลิกฟังคลิปของนายชวลิต วิชยสุทธิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย /เลขานุการคณะกรรมาธิการร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

คลิกดูข่าว "ภูมิธรรม"บอกไม่ถอยเดินสุดซอย

แต่คณะกรรมการคงลืมไปว่า คณะปฏิวัติปี 49 ได้นิโทษให้กับตัวเองแล้วในรัฐธรรมนูญมาตรา 309

ถ้าจะนิรโทษให้กับทุกฝ่ายจริง ผลที่ได้คือผู้สั่งฆ่าประชาชนในปี 53 ก็จะพ้นผิดด้วย

จึงเป็นเหตุให้ญาติวีระชน ออกมาแถลงการคัดค้าน

แม้กทั่งแกนนำ นปช.เช่นนายณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ก็ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยกับการแก้มาตรา 3 ในครั้งนี้

อีกประการหนึ่งถ้าหากว่า คณะกรรมการพิจารณายกร่างมีความเห็นว่า ร่างของนายวรชัย จะขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 30 นั้น ก็เป็นการวิตกไปก่อนล่วงหน้ามากกว่า

เพราะอันที่จริง ขบวนการยุติธรรมหลังจากการปฏิวัติ ปี 49 ก็ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 30 อยู่ตลอดเช่นกัน

ส.ส.พรรคเพื่อไทย อย่าคิดว่าการพิจารณาแก้มาตรา 3 ของร่าง พ.ร.บ.แล้วทุกอย่างจะดีขึ้น

ความปรองดองจะหวนกลับคืนมา

บ้านเมืองจะกลับสู่ภาวะปกติ

เป็นการฝันกลางวันชัด ๆ
[Continue reading...]

Tuesday, October 1, 2013

เพื่อไทย "ลั่น" ตลก.จ้องขัดขวางแก้ รธน.ไม่เลิกก็ไม่ต้องให้เกียรติกัน ฟ้องเอาผิด ม.157

- 0 comments
"เพื่อไทย" สั่งคุ้ยหลักฐานเล่นงานศาลรัฐธรรมนูญผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 จ่อแจ้งตำรวจจับดำเนินคดีใช้อำนาจโดยมิชอบ ชี้จ้องขัดขวางแก้ รัฐธรรมนูญไม่เลิกรา ลั่นเสียงแข็งถ้าเล่นไม่เลิกก็ไม่ต้องให้เกียรติกัน...
วันที่ 1 ต.ค. 56 นายสามารถ แก้วมีชัย ส.ส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมาธิการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องที่มาสว. กล่าวถึงกรณีนายโภคิน พลกุล คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ระบุการที่ศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เรื่องที่มา สว.ไว้ตรวจสอบเข้าข่ายผิดประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ว่า ขณะนี้ทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยกำลังพิจารณารวบรวมข้อมูลการใช้อำนาจมิชอบของ กลุ่มบุคคลที่ขัดขวางการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อาทิ กลุ่ม 40 ส.ว. พรรคประชาธิปัตย์ และศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อแจ้งความดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ข้อหาใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ โดยเฉพาะกรณีที่ไปยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งชะลอการนำร่างรัฐธรรมนูญขึ้นทูลเกล้าฯ
นายสามารถ กล่าวว่า ขณะนี้พรรคกำลังประมวลพฤติกรรมต่างๆ รอให้ความผิดสำเร็จก่อน จึงจะดำเนินการเอาผิด เช่น ถ้ากลุ่ม ส.ว.ไปยื่นยับยั้งไม่ให้ทูลเกล้าฯ และศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องไว้พิจารณาอีก ถือว่าเข้าข่ายขัดขวางการแก้รัฐธรรมนูญที่ทำตามกระบวนการกฎหมายอย่างถูกต้อง เนื่องจากฝ่ายหนึ่งทำตามกฎหมายอย่างถูกต้อง แต่อีกฝ่ายยังหน่วงรั้งไม่เลิกรา เพราะกฎหมายระบุชัดเจนว่า เมื่อกฎหมายผ่านวาระ 3 ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯภายใน 20 วัน หากศาลยังรับคำร้องอีกก็เข้าข่ายผิดมาตรา 157 เพราะเป็นการรับคำร้องโดยไม่มีอำนาจ มีสิทธิถูกแจ้งจับหรือเข้าชื่อถอดถอนได้ทั้งผู้ยื่นคำร้องและผู้รับคำร้อง ถ้ายังเล่นกันไม่เลิก ก็ไม่ต้องให้เกียรติกันแล้ว ที่ผ่านมาเราให้เกียรติมาตลอด เมื่อสั่งให้แก้ไขเป็นรายมาตรา เราก็ปฏิบัติตาม แต่ก็ยังมีปัญหาตามมาอีก.

ที่มา : นสพ.ไทยรัฐ
[Continue reading...]

Tuesday, August 13, 2013

เสียงจากคุก : ระวังจะเข้าทางของพรรคประชาธิปัตย์

- 0 comments
การที่แกนนำ นปช. อย่าง ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ และพรรคเพื่อไทย อภิปรายเกี่ยวกับ พรบ. นิรโทษกรรมว่าไม่คลุมถึงผู้ที่ถูกคดี ม.112 นั้นระวังจะหลงกลเดินไปตามแผนของพรรคประชาธิปัตย์
การออกมาต่อต้าน พรบ. นิรโทษกรรมของพรรคประชาธิปัตย์ ทำท่าเอิกเกริกใหญ่โตดูน่ากลัวนั้น แท้จริงเขาต้องการอะไร? ต้องการล้ม พรบ. นิรโทษกรรมจริงหรือ? ทำไมพอเอาเข้าจริง จึงไม่มีคนมาร่วมมากตามที่โฆษณาไว้ ซึ่งการจะเอาคนมาร่วมสัก 4-5 หมื่นคนนั้น ไม่ใช่เรื่องยากเลย สำหรับพรรคประชาธิปัตย์
"นี่เป็นแผนลวง" ทำท่าบุกประตูหน้า แต่แอบเข้าประตูหลังนั่นเอง ประชาธิปัตย์ไม่ได้ต้องการล้ม พรบ. นิรโทษกรรมหรอก แต่โหมประโคมใหญ่โต ขู่ สส. พรรคเพื่อไทย เพื่อไม่ให้นิรโทษกรรม ม.112 นั่นเอง
ประชาธิปัตย์หวังผลอะไร? ต้องการกดดันพวกถูกคดี ม.112 อย่างนั้นหรือ คำตอบคือ "ไม่ใช่" หรือเพราะจงรักภักดีหรือ ก็ไม่ใช่อีก คำตอบที่ถูกต้องคือ "ตอกลิ่ม สร้างความแตกแยกระหว่างพรรคเพื่อไทย กับคนเสื้อแดงตาสว่าง" นั่นเอง การอภิปรายของ สส. ณัฐวุฒิ ไสยเกื้อ ในสภาฯ เข้าทางพรรคประชาธิปัตย์พอดี
ถามว่า เมื่อ พรบ. นิรโทษกรรม ผ่านออกมายกเว้น มา.112 คนเสื้อแดงตาสว่าง จะคิดอย่างไรกับพรรคเพื่อไทยที่เป็นผู้กีดกัน ยิ่งตอนนี้ คนเสื้อแดงประเภท "ตาสว่าง" ไม่ค่อยจะไว้ใจพรรคเพื่อไทย และ นปช. อยู่แล้ว (ดูผลการเลือกตั้งเขตดอนเมืองที่ผ่านมา) คนเสื้อแดงที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยก็ลดจำนวนลง
จากนั้นในอนาคต เมื่อสร้างความแปลกแยกระหว่างคนเสื้อแดง กับพรรคเพื่อไทยได้สำเร็จ ก็จะมีผู้อุดหนุนให้คนเสื้อแดง ตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา เพื่อแย่งคะแนนจากพรรคเพื่อไทย ทราบมาว่า ขณะนี้ มีการเคลื่อนไหวกันอยู่ทางภาคเหนือ และภาคกลางบางจังหวัด นี่คือยุทธศาสตร์ ที่จะเอาชนะพรรคเพื่อไทย เพราะจะเอาพรรคประชาธิปัตย์ชนะพรรคเพื่อไทยนั้นทำไม่ได้ ต้องสร้างพรรคที่มีนโยบาย และทิศทางที่เหนือกว่า เพื่อดึงคะแนนเสียงจากพรรคเพื่อไทย

ต้องมองย้อนประวัติศาสตร์ 14 ตุลาคม 2516 เมื่อกลุ่มอำมาตย์ เอาชนะกลุ่ม พลเอกถนอม, ประภาส ทางทหารไม่ได้ ก็สร้างกลุ่มนักศึกษามาโค่นล้มแทน
พรรคเพื่อไทยต้องไม่ให้ภาพออกมาว่า สส. พรรคเพื่อไทย กีดกัน ม.112 แต่ควรให้ภาพออกมาว่า พรรคประชาธิปัตย์ เป็นคนขัดขวางกีดกัน ม.112
คนเสื้อแดงจะโกรธพรรคประชาธิปัตย์ สส. ณัฐวุฒิ ระวังจะกลายเป็นธีรยุทธ บุญมี ในวันข้างหน้า หนทางยังอีกยาวไกลนัก ตรองดูให้ดี
ธีรยุทธ บุญมี เป็นคนเก่งที่ถูกหลอกใช้โดยไม่รู้สึกตัว จากนั้นถูกทำลาย ต้องหนีเข้าป่า ไปเป็นฝ่ายซ้าย แล้วพ่ายแพ้กลับมาเป็นนักวิเคราะห์สังคม รับใช้อนุรักษ์นิยม ที่เคยไล่ล่าตนในอดีต
เวลานี้ ธีรยุทธ บุญมี หมดสภาพ กลายเป็นพวก "หลงทางชีวิต" ไปเสียแล้ว
จาก.. ผู้ต้องขังคดี ม.112
8 สิงหาคม 2556
 
  • บล็อกของ littlevoicefromprisons
  • -
    [Continue reading...]

    Monday, August 12, 2013

    เมื่อสุเทพ จะเป่า “นกหวีด” ยาว....

    - 0 comments
    ก็ปลอบโยน-ให้กำลังใจกันไป

    กองทัพประชาชนเพื่อโค่นล้มระบอบทักษิณ รวมทั้งพ่อยกแม่ยกพากันดีใจออกนอกหน้า พร้อมกับความมั่นใจว่า งานนี้ "ยืดเยื้อ" แน่

    เมื่อ ปรากฏคนของ "สันติอโศก" มาตั้งโรงครัวเลี้ยงม็อบ

    ได้เสบียงกรังแล้ว ก็หวังว่า คงมีเรี่ยวมีแรง ขบคิดกันต่อไปว่า จะทำอย่างไร จึงจะมี "กองทัพประชาชน" จริงๆ

    มิใช่แค่ระดับ "กองหลอน" อย่างที่เห็นๆ กัน

    เช่นเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์

    เห็น ส.ส.ในพรรคชื่นชมกันเองว่านี่ขนาดฉุกละหุก ยังสามารถระดมคนมาส่ง ส.ส.ประชาธิปัตย์เข้าสภาได้ร่วม "หมื่น"

    จะหมื่นจริงหรือหมื่น "ปลอบใจ" ก็ถือว่าผ่านไปแล้ว

    แต่สิ่งที่รออยู่ข้างหน้าสำคัญกว่า

    นั่นก็คือ หากมีการเป่านกหวีดยาวจริงๆ หลัง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ผ่านวาระ 3 พรรคประชาธิปัตย์จะสามารถระดม "มวลชน" ออกมาเผด็จศึกได้จริงตามที่คุยไว้หรือไม่

    ลำพังจะไปพึ่งพิง "กองทัพประชาชนเพื่อโค่นล้มทักษิณ" อย่างเดียว ตอนนี้ก็ได้พิสูจน์ไปแล้วว่า "ความฝัน" กับ "ความจริง" ต่างกัน

    แค่จะให้คนไปร่วมส่ง ส.ส.ประชาธิปัตย์ เข้าสภา เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม "กองทัพประชาชน" ก็ยังไม่สามารถแสดงศักยภาพให้เห็นได้

    จะฝากผีฝากไข้คงลำบาก

    งานนี้ประชาธิปัตย์ต้องลุยเอง

    ซึ่งก็คงต้องออกแรงหนักมากๆ และที่สำคัญเท่าที่จำได้ ในการเคลื่อนไหวบนท้องถนนของประเทศไทย

    ไม่เคยมีพรรคการเมืองไหนนำมวลชนประท้วงแล้วได้รับชัยชนะ

    จะบอกว่าก็พรรคเพื่อไทยไง

    ไม่ใช่เลย พรรคเพื่อไทยแม้จะเล่นบท 2 ขา คือ ขับเคลื่อนในสภา และเคลื่อนในท้องถนน

    แต่เพื่อไทยไม่ได้นำม็อบ แกนนำ "นปช." ต่างหากที่นำและเขามีมวลชนเสื้อแดงของตัวเองอยู่แล้ว เพื่อไทยเพียงเข้าไปหนุน

    ตรงกันข้ามกับประชาธิปัตย์ที่เดิมอาจจะมีกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและคนเสื้อเหลืองเป็นแนวร่วม แต่ตอนนี้เขาก็วางเฉย

    จะไปพึ่งกองทัพประชาชน ก็อย่างที่รู้ อย่างที่เห็น

    ดังนั้น เที่ยวนี้ถ้าจะสู้บนท้องถนนจริง พรรคประชาธิปัตย์จะต้องจัดม็อบเอง

    ซึ่งก็ต้องพิสูจน์สิ่งที่คุยไว้ละว่า ส.ส./ส.ก./ส.ข. ที่มีมวลชนของตัวเองหลายพันหลายหมื่น จะเอาคนออกมาได้จริงหรือไม่

    และพรรคประชาธิปัตย์ต้องไม่ลืม "บทเรียนสำคัญ" ที่เพิ่งผ่านไปหมาดๆ อย่างเด็ดขาด

    นั่นก็คือ พรรคเพื่อไทย แม้จะเคลื่อนในสภาและบนท้องถนน ที่พรรคประชาธิปัตย์ไปก๊อบปี้มาใช้นั้น

    เอาเข้าจริงผลที่ได้คือ ความพ่ายแพ้!

    ม็อบคนเสื้อแดงถูกปราบ ถูกฆ่า และต้องสลายการชุมนุมในที่สุด

    รัฐบาลประชาธิปัตย์ภายใต้การสนับสนุนของกองทัพ คือ "ผู้ชนะ" ต่างหาก

    แต่ได้ "ชัยชนะ" แล้ว พรรคประชาธิปัตย์ "ชนะ" ไม่สุดเอง

    ไปพ่ายแพ้แก่พรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงใน "สนามการเลือกตั้ง"

    นั่นเป็นชัยชนะอันยิ่งใหญ่และเป็นจุดแข็งสำคัญของพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดง ส่วนพรรคประชาธิปัตย์แก้จุดอ่อนที่ทำให้พ่ายแพ้ในสนามเลือกตั้ง แม้กระทั่งมาถึงวันนี้ก็ยังแก้ไม่ได้

    จึงต้องเตือนใจตนเองเอาไว้ให้ดี

    เตือนใจว่า ชัยชนะของพรรคเพื่อไทยคือ "การเลือกตั้ง" ไม่ใช่ "ม็อบบนถนน"

    และที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์การเมืองไทยยังไม่มีพรรคการเมืองไหนได้ชัยชนะจากยุทธวิธี "พรรคการเมืองนำ มวลชนตาม"

    หรือประชาธิปัตย์จะแสดงให้เห็น

    ก็ตามสบาย

    แต่ถ้าเหนื่อยนักจะคิดถึงคำพูดติดปากของ "ป๋า" เปรม ติณสูลานนท์ บ้างก็ไม่ว่ากัน

    "กลับบ้านเถอะลูก"
    [Continue reading...]

    Wednesday, July 24, 2013

    มติ พท. "ยืนยัน" เปิดสภาฯหนุนถกนิรโทษฯ "ฉบับวรชัย"

    - 0 comments
    พรรคเพื่อไทย ยืนยัน มติเดิม หนุนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรค พท. อ้างสภาฯ บรรจุแล้วเป็นวาระแรก ขณะวิปรัฐ ประชุมถกเครียด จ่อ เคาะกฎหมายเข้าสภาฯ
    เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 24 ก.ค. 56 ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) คณะกรรมการยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย นำโดย นายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคฯ นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคฯ และนายอุดมเดช รัตนเสถียร ที่ปรึกษาวิปรัฐบาล ร่วมแถลงข่าวถึงผลการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์เมื่อวันที่ 23 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า ที่ประชุมติดตามสถานการณ์ทางการเมืองกรณีที่กลุ่มต่างๆออกมาแสดงความเห็น เรื่องการพิจารณากฎหมายของสภาผู้แทนราษฎร รวมไปถึงการพิจารณาดูว่าร่างกฎหมายต่างๆ ที่ยังคงค้างในสภาฯ มีร่างฉบับใดบ้าง และมีความคืบหน้าถึงไหนแล้ว ทั้งนี้ เพื่อแก้ไขความสับสน ขอชี้แจงว่าการจัดวาระการประชุมของสภานั้น ที่ประชุมสภาฯ ได้จัดวาระไว้เรียบร้อยก่อนหน้านี้แล้ว


    นายภูมิธรรม กล่าวว่า พรรคเพื่อไทย ขอยืนยันตามมติเดิมที่เคยมีมติไว้ที่มีการเลื่อนวาระของ นายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เป็นวาระแรก ซึ่งในร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนั้น มุ่งลดความขัดแย้งในสังคมไทยคลี่คลายตัวลง การนิรโทษกรรมและกฎหมายฉบับนี้ ให้ประชาชนทุกฝ่ายไม่ว่าสีไหน สีเสื้อใด โดยที่ไม่ได้มุ่งนิรโทษฯ เฉพาะแกนนำเท่านั้น ดังนั้น เพื่อให้ความขัดแย้งคลี่คลาย ทุกอย่างจะดำเนินการตามวาระปกติที่สภาฯ ได้กำหนดไว้แล้ว ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่เคยสำรวจเอาไว้ ไม่ว่าผลโพล หรือการที่กระทรวงมหาดไทย จัดสานเสวนา

    “การดำเนินการตามวาระปกติของ ส.ส. เป็นกระบวนการพิจารณากฎมายตามปกติ ตามอำนาจหน้าที่ของรัฐสภา ที่ประชุมมอบหมายให้ทุกส่วนที่เกี่ยวข้องไปชี้แจงตามที่สภาฯ เคยมีมติเอาไว้ และเพื่อไทยมีความคิดเห็นเสนอ คาดว่าในส่วนของพรรคจะมีการชี้แจงกับ ส.ส. และยืนยันตามมติเดิมที่เคยมีไว้ ซึ่งเรามีการประสานงานกับพรรคร่วม คาดว่าถ้าไม่มีปัญหาในสภาฯ วาระแรก 7-8 นิรโทษกรรม"

    ทางด้าน นายจารุพงศ์ กล่าวว่า ที่มาของการขับเคลื่อนครั้งนี้ไม่ใช่ของใหม่ ซึ่งทุกครั้งที่เกิดความขัดแย้งทางบ้านเมือง ก็มีการใช้กระบวนการรัฐสภา ที่ผ่านมากระทรวงมหาดไทยได้สำรวจความเห็นประชาชนจำนวน 75,000 คน กับคำถาม 9 หัวข้อ เกี่ยวกับความขัดแย้งและการนริโทษกรรมในเวทีสานเสวนาทั่วประเทศ รวมถึงการศึกษาของสถาบันการศึกษา 3 สถาบัน ภาพรวมเห็นสมควรให้นิรโทษกรรม นี่จึงเป็นที่มาของการขับเคลื่อน
    ขณะด้าน นายอำนวย คลังผา ประธานวิปรัฐบาล ได้เรียกประชุม วิปรัฐบาล เพื่อหารือถึงข้อยุติการนำกฎหมายสำคัญ เข้าสู่การ พิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เป็นวาระแรกในวันที่ 7 ส.ค.นี้
    โดยมี นายวราเทพ รัตนากร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้าร่วมการประชุมเพื่อชี้แจงถึงความคืบหน้าของร่างกฎหมายสำคัญต่างๆ อาทิ พรบ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาแล้วเสร็จ และอยู่ระหว่างการจัดทำรายงาน / พรบ.งบประมาณรายจ่ายจ่ายประจำปีงบประมาณรายจ่าย 2557
    ทั้งนี้ ก่อนเข้าร่วมประชุม นายพีระพันธ์ พาลุสุข รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  เปิดเผยว่า มี ความเป็นได้ ที่จะหยิบยก พรบ.นิรโทษกรรม ขึ้นพิจารณาเป็นวาระแรก เนื่องจากขณะนี้ พรบ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2557 ยังอยู่ในชันการพิจารณาของกรรมาธิการ
    ซึ่งคาดว่า จะพิจารณาแล้วเสร็จ ประมาณกลางเดือนสิงหาคมนี้ ซึ่งหลังจากนั้นก็จะพิจารณา พรบ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เป็นลำดับต่อไป และหากมีความเป็นไปได้ ก็จะพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราเริ่มจาก มาตรา190 รัฐธรรมนูญว่าด้วยที่มาของ ส.ว. และปิดท้ายด้วยมาตรา68 ซึ่งเชื่อว่าจะมีแรงต่อต้านมากที่สุด
    อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดขึ้นอยู่กับมติของวิปรัฐบาลว่าจะเสนอเรื่องใดเข้าสภา ก่อนหลัง ซึ่งต้องดูบรรยากาศทางการเมืองด้วย

    ที่มา: ไทยรัฐ
    [Continue reading...]

    Thursday, July 11, 2013

    พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์: รัฐบาลพรรคเพื่อไทยต้องไม่สู้กับตุลาการด้วยการยุบสภา!

    - 0 comments
     
    รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
    ตีพิมพ์ครั้งแรกใน “โลกวันนี้วันสุข”
    ฉบับวันศุกร์ที่ 5 กรกฎาคม 2556

           ในหลายเดือนที่ผ่านมา ฝ่ายเผด็จการได้ก่อการรุกครั้งใหม่เพื่อโค่นล้มรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ด้วยวิธีการเดิม ๆ คือ ส่งมวลชนเสื้อเหลืองสารพัดชื่อมาเคลื่อนไหวบนท้องถนน เรียกร้องให้มีรัฐประหาร ประสานกับสื่อมวลชนกระแสหลักช่วยกันกระพือโจมตีรัฐบาลทั้งจริงและเท็จปะปนกัน สร้างสถานการณ์ให้เห็นว่า รัฐบาลเสื่อมความนิยมจากทุจริตคอรัปชั่นและละเมิดสถาบันกษัตริย์ รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ที่สนับสนุนกลุ่มมวลชนเสื้อเหลืองบนท้องถนนอย่างเปิดเผย และที่สำคัญคือ การใช้องค์กรตุลาการในมือ เข้ามาสะกัดกั้นการทำงานของรัฐบาลและรัฐสภา ขัดขวางกฎหมายและโครงการต่าง ๆ ที่ริเริ่มโดยรัฐบาล และตั้งแท่นเตรียมยุบพรรค ปลดนายกรัฐมนตรี
          แต่ดูเหมือนว่า แกนนำพรรคเพื่อไทยจะยังไม่เข้าใจถึงแก่นแท้ของสถานการณ์ทั้งหมด ยังคงดำเนินยุทธศาสตร์การเมืองแบบเลือกตั้งล้วน ๆ ต่อไป ดังจะเห็นได้จากแนวทางของพรรคเพื่อไทยในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และในการเลือกตั้งซ่อมสส.เขตดอนเมือง ซึ่งพ่ายแพ้อย่างน่าอับอายทั้งสองกรณี
          สถานการณ์ปัจจุบันเป็นการต่อสู้ทางชนชั้นระหว่างกลุ่มจารีตนิยม พวกทุนเก่า และชนชั้นกลางในเมืองฝ่ายหนึ่ง กับประชาชนรากหญ้า ชนชั้นกลางในชนบทและกลุ่มทุนใหม่อีกฝ่ายหนึ่ง และก็เป็นการต่อสู้สองแนวทางระหว่างระบอบเผด็จการจารีตนิยมกับระบอบประชาธิปไตยเสรีนิยม เป็นการต่อสู้ที่ไม่อาจประนีประนอมกันได้และจะต้องแตกหักในที่สุด
          ในการต่อสู้นี้ ฝ่ายจารีตนิยมพ่ายแพ้การเลือกตั้งใหญ่สองครั้ง แต่ก็ยังมีกลไกที่เข้มแข็ง ทั้งกองทัพ ตุลาการ พรรคประชาธิปัตย์ สื่อมวลชนกระแสหลัก องค์กรพัฒนาเอกชน และฐานมวลชนในเขตกรุงเทพและเมืองใหญ่ การเลือกตั้งทั้งระดับชาติและระดับท้องถิ่นทุกครั้งในปัจจุบันจึงไม่ใช่การเลือกตั้งในระบอบรัฐสภาที่เป็นปกติภายใต้ระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคง แต่เป็นการต่อเนื่องของสงครามชนชั้นและสงครามสองแนวทาง
          พรรคเพื่อไทยชนะเลือกตั้งใหญ่ทั้งสองครั้งก็เพราะประชาชนส่วนใหญ่ที่เลือกพรรคเพื่อไทยนั้นต้องการประชาธิปไตย ขณะที่ประชาชนอีกส่วนหนึ่งไปเลือกพรรคประชาธิปัตย์ก็เพราะพวกเขาไม่ต้องการประชาธิปไตย แต่ต้องการระบอบจารีตนิยม ส่วนการแข่งขันด้วยนโยบายและโครงการนั้นเป็นเรื่องรองกรุงเทพฯและปริมณฑลเป็นเขตฐานมวลชนหลักของพวกจารีตนิยมและพรรคประชาธิปัตย์ ขณะที่พรรคเพื่อไทยก็มีฐานคะแนนเสียงและคนเสื้อแดงในจำนวนที่ก้ำกึ่งกัน การเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพฯเป็นการต่อเนื่องของการต่อสู้สองแนวทางและการต่อสู้ทางชนชั้นระดับชาติ การแพ้ชนะการเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพฯจึงตัดสินกันที่ดุลกำลังของฐานคะแนนเสียงทั้งฝ่ายว่า จะสามารถระดมออกมาได้อย่างเต็มที่หรือไม่ ประเด็นนโยบายและโครงการมีความสำคัญเป็นรอง
          คำถามคือ แล้ว “คนกลาง ๆ” หรือ “คนไม่มีสี” อยู่ตรงไหน? คำตอบคือ คนพวกนี้เป็นพวกเฉื่อยชาทางการเมือง หากมีรายได้ไม่สูงก็จะหมกมุ่นกับการทำมาหากิน หากมีรายได้สูง ก็หมกมุ่นกับการหาความสุขส่วนตัว คนพวกนี้ไม่สนใจชะตากรรมของบ้านเมืองและความขัดแย้งใด ๆ ไม่สนใจการเลือกตั้งและส่วนใหญ่จะนอนหลับทับสิทธิ์
          แกนนำพรรคเพื่อไทยยังไม่เข้าใจถึงการต่อสู้สองแนวทางในระดับท้องถิ่นกรุงเทพฯ จึงยังคงดำเนินยุทธวิธีทางการเมืองเสมือนเป็นระบอบรัฐสภาตามปกติ คือสร้างกระแสเลือกตั้งด้วยกลยุทธ์การตลาด ประดิษฐ์คำขวัญนโยบายสวยหรู เสนอขายชุดโครงการหลากหลาย เอาผลงานของรัฐบาลระดับชาติเป็นเครื่องประกันคุณภาพ แต่จงใจละเลยไม่ชูประเด็นการต่อสู้ทางประชาธิปไตย ไม่ชี้ให้เห็นว่า หากต้องการประชาธิปไตย ปฏิเสธเผด็จการ ก็ต้องเลือกพรรคเพื่อไทย
          แกนนำพรรคเพื่อไทยเชื่อลม ๆ แล้ง ๆ ว่า ด้วยผลงานระดับชาติ คำขวัญหรู ๆ ชุดนโยบายหลากหลาย จะทำให้มวลชนกรุงเทพฯ “คนกลาง ๆ” หรือ “คนไม่มีสี” สนใจหันมาลงคะแนนให้กับผู้สมัครพรรคเพื่อไทย เมื่อรวมกับฐานเสียงพรรคเพื่อไทยและคนเสื้อแดงแล้ว ก็จะชนะเลือกตั้งท้องถิ่นได้ แต่นี่เป็นความเข้าใจผิด เพราะยุทธวิธีดังกล่าวนอกจากจะไม่ได้เสียงจาก “คนกลาง ๆ” “คนไม่มีสี” แล้ว พฤติกรรมอ่อนแอโลเลในการเมืองระดับชาติของพรรคเพื่อไทยยังทำให้การสนับสนุนจากมวลชนคนเสื้อแดงลดน้อยถอยลงไปอีกด้วย ผลก็คือ พรรคเพื่อไทยแพ้การเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพฯและปริมณฑลทุกครั้ง และจะแพ้ซ้ำซากเช่นนี้ต่อไปอีก
         จะเห็นได้ว่า นโยบายเอาใจคนกรุงเทพฯสารพัดไม่เคยได้ผลตอบรับ ตั้งแต่การต่อสู้ป้องกันไม่ให้น้ำท่วมกรุงเทพชั้นใน โครงการรถยนต์คันแรก โครงการบ้านหลังแรก โครงการรถไฟฟ้า และโครงการอื่น ๆ คนกรุงเทพฯที่เป็น “เหลือง” และ “คนกลาง ๆ” จำนวนมากได้ประโยชน์โดยตรง แต่ก็ยังไม่ลงคะแนนให้พรรคเพื่อไทยเพราะคนกรุงเทพฯที่ “เหลือง” ก็ต่อต้าน “ระบอบทักษิณ” ขณะที่ “คนกลาง ๆ” ไม่สนใจใช้สิทธิ์เลือกตั้ง
          ในทางตรงข้าม พรรคประชาธิปัตย์กลับมีความชัดเจนในเรื่องนี้ พวกเขาหาเสียงเลือกตั้งท้องถิ่นกรุงเทพฯและปริมณฑลด้วยการชูความขัดแย้งการเมืองระดับชาติเป็นธงนำ ปลุกระดมฐานมวลชนของตนด้วยการชูธง “ต้านระบอบทักษิณ” หากแพ้เลือกตั้งในกรุงเทพฯและปริมณฑลก็คือ แพ้ต่อ “ระบอบทักษิณ” ทำให้สามารถระดมพลังมวลชนของฝ่ายตนออกมาได้อย่างเต็มที่ และชนะเลือกตั้งทุกครั้ง นัยหนึ่ง พรรคประชาธิปัตย์รู้ดีว่า นี่คือสถานการณ์สู้รบ ต้องชูเป้าหมาย “ต่อต้านระบอบทักษิณ” จึงจะยืนอยู่ได้
          หากองค์กรตุลาการเดินหน้าไปถึงขั้นจะยุบพรรคและปลดนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไร? ข้อเสนอข้อหนึ่งภายในพรรคเพื่อไทยคือ ให้สู้กับตุลาการด้วยการยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่ โดยเชื่อมั่นว่า ประชาชนจะเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยเข้ามาด้วยคะแนนล้นหลามอีกครั้ง ซึ่งจะเป็นการยับยั้งฝ่ายตุลาการ
          แต่นี่เป็นข้อเสนอที่ไร้เดียงสาด้วยวิธีคิดของการเมืองแบบเลือกตั้งล้วน ๆ คือเชื่อว่า ฝ่ายจารีตนิยม “กลัวการเลือกตั้ง” และเชื่อว่า เมื่อยุบสภาแล้ว ฝ่ายจารีตนิยมจะต้องยอมให้มีการเลือกตั้งใหม่อย่างแน่นอนเพราะไม่มีทางเลือกอื่น นี่เป็นความเชื่อที่ผิด พรรคเพื่อไทยจะต้องไม่ลืมบทเรียนจากการยุบสภาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2549 ซึ่งแทนที่จะได้เลือกตั้งใหม่ กลับนำไปสู่สภาวะสูญญากาศทางการเมือง ให้พวกจารีตนิยมสร้างวิกฤตการเมืองขึ้นทีละขั้น ขัดขวางไม่ให้มีการเลือกตั้ง จนเป็นเงื่อนไขสุกงอมให้เกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
          หากพรรคเพื่อไทยสู้กับตุลาการด้วยการยุบสภาก็จะเป็นความผิดพลาดอย่างใหญ่หลวง เพราะจะเหลือแต่รัฐบาลและรัฐมนตรีรักษาการ ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร เปิดช่องโอกาสให้พวกจารีตนิยมใช้ตุลาการ สมาชิกวุฒิสภาแต่งตั้ง และมวลชนเสื้อเหลืองบนท้องถนน ตลอดจนกองทัพในมือได้อย่างเต็มที่สิ่งที่พรรคเพื่อไทยจะต้องทำในสถานการณ์สู้รบนี้ จึงไม่ใช่การยุบสภาอย่างเด็ดขาด แต่เป็นการเดินแนวทางการเมืองแบบมวลชน ชูธงประชาธิปไตยให้สูงเด่น เดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญและนิรโทษกรรมนักโทษการเมืองโดยเร็ว พึ่งพาสนับสนุนมวลชนของตนอย่างเต็มที่ ดึงความเชื่อมั่นของมวลชนคนเสื้อแดงกลับคืนมา ต่อสู้กับกลไกของจารีตนิยม ทั้งตุลาการและพรรคประชาธิปัตย์อย่างเต็มที่ด้วยแนวทางทั้งในและนอกสภา
    [Continue reading...]
     
    Copyright © . Yak Ratchaprasong - Posts · Comments
    Theme Template by BTDesigner · Powered by Blogger