Showing posts with label 2 ล้านล้าน. Show all posts
Showing posts with label 2 ล้านล้าน. Show all posts

Wednesday, September 18, 2013

คลิป "แหล่งข่าวกล่าวว่า" จากมติชน เสนอให้ติด Rating ในการประชุม 2 ล้านล้าน เพื่อความเหมาะสม

- 0 comments
การประชุมสภา เพื่อพิจารณา พ.ร.บ. 2 ล้านล้าน ที่จะเข้าสภาในวันที่ 19 - 20 กันยายน 2556 นี้ จะดุเดือดร้อนแรง อย่างการประชุมพิจารณา แก้รัฐธรรมนูญ ที่มาของ ส.ว. หรือไม่

เพราะดูเกมสภา ของพรรคประชาธิปัตย์ จะทวีความรุนแรงขึ้นตามลำดับ พยายามกระทำทุกวิธีที่จะยื้อเวลา ออกไปให้ได้

จากการไปกระชากแขน ประธานสภา ลากเก้าอี้  ขว้างแฟ้มใส่ประธานสภา ตะโกน ชูป้าย ชี้หน้าประธานว่า "สภาทาษ"

ครั้งล่าสุด มีการโยนเก้าอี้เล่น โดยการบอกว่ามีแรงกดดัน

ถึงขนาดคนระดับ อดีตนายกรัฐมนตรี บุกไปถึงบันลังก์ ของประธานสภา

เรื่องภาษาที่ใช้ไม่ต้องพูดถึง ถ้าเป็นละคร ก็คงต้องมีการเซ็นเซอร์ ภาพและเสียงดังกล่าว

ด้วยเหตุนี้ ทาง แหล่งข่าวกล่าวว่า มติชนทีวีได้นำเสนอว่าควรจัด Rating หรือไม่ก็ให้ประชาชนปิด ทีวีไปเลย เพราะ ภาพเสียงที่ผ่านมา ยากที่ผู้คนจะรับได้


ดูคลิปทั้งหมดจาก มติชนวิเคราะห์ ข่าวค่ำ
[Continue reading...]

Tuesday, July 23, 2013

ดร.พันศักดิ์ "ไฮสปีดเทรน" ไม่ใช่แค่รถไฟแต่คืออนาคต!

- 0 comments

ดร.พันศักดิ์ วิญญรัตน์ ประธานที่ปรึกษาด้านนโยบายของนายกรัฐมนตรี ในฐานะเจ้าของแนวคิดรถไฟความเร็วสูง และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2 ล้านล้านบาทของรัฐบาล เปิดเผยผลการศึกษาและเอกสารสำคัญที่จัดทำขึ้นเพื่ออธิบายให้คนไทยโดยรวมรับรู้ เห็นความสำคัญ และให้การสนับสนุนรัฐบาลการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว ซึ่งเขาเรียกมันว่า It’s not just a train, it’s a future...มันไม่ใช่แค่รถไฟ แต่มันคืออนาคต!


การลงทุนบนพื้นฐานยุทธศาสตร์หลัก 3 ประการนี้ได้แก่ 1.พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสิ่งอำนวยความสะดวกในการเดินทาง และขนส่งไปสู่ศูนย์กลางของภูมิภาคทั่วประเทศที่เชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านจากการพัฒนาประตูการค้าหลัก และประตูการค้าชายแดนให้เข้ากับโครงข่ายทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง และโครงข่ายเชื่อมต่อภูมิภาค รวมถึงการพัฒนาเส้นทางรถไฟสายใหม่เพื่อเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้านใช้เงินลงทุนรวม 1,042,376.74 ล้านบาท หรือ คิดเป็นวงเงินเท่ากับ 52.12%

2.พัฒนา และปรับปรุงระบบขนส่งเพื่อยกระดับความคล่องตัวด้วยการพัฒนาระบบขนส่งในเขตเมือง โดยเฉพาะระบบรางให้ครอบคลุมพื้นที่บริการในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล มูลค่า 593,801.52 ล้านบาท คิดเป็น 29.69% ของวงเงินลงทุนรวม 3.ปรับเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งสินค้าทางถนนสู่การขนส่งที่มีต้นทุนต่ำกว่า ซึ่งต้องใช้วงเงินลงทุน 354,560.73 ล้านบาท หรือ 17.73% จากการปรับปรุงโครงข่ายทางรถไฟที่มีอยู่ให้เป็นโครงข่ายการขนส่งหลักและเส้นทางอื่นที่เชื่อมโยงกับโครงข่ายหลัก ซึ่งต้องดำเนินการควบคู่ไปกับแผนงานสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่งประเทศมูลค่า 9,261.01 ล้านบาทหรือ 0.46% ของเงินลงทุนรวม

“ภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายในเวทีโลก ประเทศไทยควรปรับยุทธศาสตร์เศรษฐกิจจากการเติบโตโดยการพึ่งพาการส่งออกเป็น การเติบโตโดยสมดุลระหว่างการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศกับการส่งออก ฉะนั้น การลงทุนในแนวคิดนี้ จึงเป็นการลงทุนเพื่อสร้างโอกาสใหม่ สร้างรายได้ใหม่ และอนาคตใหม่ที่ดีกว่า”

ประธานที่ปรึกษานโยบายของนายกฯ กล่าวด้วยว่า ลองถามพวกเจ้าสัว นักธุรกิจใหญ่ และแม้แต่ รายเล็กๆในท้องถิ่นดูซิว่า เขาต้องการขยายโอกาสใหม่ทางธุรกิจหรือไม่ “ผมไม่คิดว่าจะมีใครปฏิเสธ แม้แต่สื่ออย่างพวกคุณก็คงไม่ปฏิเสธเช่นกัน” ที่สำคัญกว่าก็คือ เมื่อประเทศไทยได้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสำคัญนี้แล้ว มันสามารถต่อเชื่อมกับเพื่อนบ้าน อย่าง ลาว พม่า เวียดนาม จีน และมาเลเซียซึ่งทุกประเทศล้วนแต่เตรียมการลงทุนโครงข่ายรถไฟความ เร็วสูงมาจ่อปากประตูเข้าประเทศไทยแล้ว

“รถไฟขบวนนี้มีขนาดความเร็วราว 200-250 กม.ด้วยราง 1.4 เมตร มันไม่ได้ขนส่งแค่ ผักผลไม้ที่คนไทยบริโภคกันปีละ 330,000 ล้านบาทแต่เสียไประหว่างทาง 40% เท่านั้น หากยังขนส่งสินค้าโอทอป สินค้าของท้องถิ่น รวมถึงสินค้าที่เกิดขึ้นจากโรงงานอุตสาหกรรมรายทางที่รถไฟผ่านไปด้วย” และการลงทุน 2 ล้านล้านบาทซึ่งทำเพื่อสร้างโอกาส กับอนาคตให้แก่คนไทยทั้งประเทศนี้ ถ้านำไปเทียบกับการลงทุนในกลุ่ม บมจ.ปตท.แค่ปีเดียว ถือว่า น้อยมาก

“ถึงเวลาที่จะต้องทำอะไรเพื่อตัวเราเองบ้าง และนี่คือสิ่งที่รัฐบาลจะทำให้แก่ประเทศ และคนไทย...ผมไม่อาจตอบคำถามพวกคุณเรื่องการทุจริตคอรัปชันที่มีผู้หยิบยกมาเป็นข้ออ้างไม่ยอมให้สร้างโครงการนี้ได้ และผมไม่รู้หรอกว่า เราจะบริหารศรัทธาของกลุ่มอำนาจในประเทศนี้ให้เขาพอใจได้อย่างไร แต่สามารถตอบได้ว่า รัฐบาลจะสามารถประสานประโยชน์ และจัดสรรความสุขให้แก่คนไทยลงตัวได้อย่างไร”

ภายใต้โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2 ล้านล้านบาท รถไฟความเร็วสูง หรือ “ไฮสปีดเทรน” 4 สายทาง ซึ่งถือเป็นโครงการหลักของแผนกลยุทธ์ของรัฐบาลในการสร้างความเจริญสู่ชนบทและสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เศรษฐกิจ ในวงเงิน 783,229 ล้านบาท

ประกอบด้วย 1.เส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ 679 กิโลเมตร (กม.) วงเงิน 387,821 ล้านบาท โดยเริ่มทำในระยะแรก ช่วง กรุงเทพฯ-พิษณุโลก 2.เส้นทางกรุงเทพฯ-หนองคาย 615 กม. ลงทุน 170,450 ล้านบาท เริ่มระยะแรกจากกรุงเทพฯถึงช่วงชุมทางบ้านภาชี-นครราชสีมา ระยะทาง 256 กม.

3.สายกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ 982 กม. วงเงิน 124,327 ล้านบาท เริ่มระยะแรกช่วงกรุงเทพฯ-หัวหิน ระยะทาง 225 กม. และ 4. สายตะวันออก ส่วนต่อขยายจากแอร์พอร์ตลิงก์ ไปชลบุรี-พัทยา-ระยอง ระยะทาง 221 กม. วงเงิน 100,631 ล้านบาท โดยทั้งโครงการจะเสร็จสิ้นภายในปี 2565 หรือ 9 ปีข้างหน้า

การลงทุนเพื่อสร้างอนาคต

ทั้งนี้ ภายใต้แนวคิด “ไม่ใช่เป็นเพียงรถไฟ แต่คือ โครงกระดูกหลักในการขนส่งสินค้าในภูมิภาค และการสร้างอนาคตในประเทศ” เราจะได้อะไรบ้างจากโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง? หลักๆตามแนวคิดของนายพันศักดิ์ตามมุมมองข้างต้น ประกอบด้วย

1.การสร้างสมดุลในการขยายตัวของประเทศ ระหว่างรายได้จากการส่งออกและรายได้จากในประเทศ (Balance Growth with Export & Domestic Growth) โดยมีไทยเป็นศูนย์กลางภูมิภาค 2.การลดต้นทุนการขนส่งสินค้า และเพิ่มความเร็วในการคมนาคมและขนส่ง 3.การกระจายความเจริญสู่ชนบท และการท่องเที่ยว

ทั้งนี้ เมื่อสร้างเสร็จทั้งโครงการสถานีรถไฟความเร็วสูงของไทย และเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟความเร็วสูงกับประเทศลาว และจีน ดังนั้น ด้วยสถานีรถไฟหลายร้อยแห่งจากไทยที่จะผ่านลาว จีน และต่อเนื่องไปจนถึงยุโรป จะสร้างเศรษฐกิจภาคพื้นดิน เพิ่มปริมาณการขนส่ง สร้างการค้าตรงระหว่างธุรกิจต่อธุรกิจ และลดปัญหาพ่อค้าคนกลาง

ที่สำคัญ ตำแหน่งที่ตั้งของไทยเป็นจุดยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานจะทำให้เรากลายเป็น “ศูนย์กลางด้านการขนส่งและสินค้าเกษตร” ทั้งในแง่ของผู้ผลิต และผู้ให้บริการด้านการขนส่ง

ต่อเนื่องถึงการสร้างระบบการค้าออนไลน์ของสินค้าหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ (โอทอป) และธุรกิจขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ขณะเดียวกัน การก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงจะช่วยสร้างงาน สร้างธุรกิจ และกระตุ้นการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่องไปพร้อมๆกันด้วย

ลดต้นทุนโลจิสติกส์ธุรกิจ

สำหรับประโยชน์ในการลดต้นทุนทางการขนส่งสินค้าและบริการของประเทศ การขนส่งสินค้าด้วยรถไฟฟ้าความเร็วสูง 1 ขบวน จะขนส่งสินค้าได้ 100 ตัน เท่ากับการขนส่งด้วยเครื่องบินโบอิ้ง 747 จำนวน 1 ลำ หรือเครื่องบินแอร์บัส 310 จำนวน 3 ลำ และเทียบได้กับการขนส่งด้วยรถบรรทุก 200 คันทีเดียว

นอกจากนั้น ระบบรถไฟความเร็วสูงจะช่วยเพิ่มการขนส่งสินค้าผ่านทางรถไฟเพิ่มขึ้น จาก 2.29% ในขณะนี้ เป็น 80% ของการขนส่งรวมในระยะต่อไป ซึ่งจะช่วยประหยัดการบริโภคน้ำมันได้ 35% ของปริมาณการบริโภคน้ำมันทั้งหมดต่อปี ซึ่งจะสามารถประหยัดเม็ดเงินในการนำเข้าน้ำมันได้ถึง 400,000 ล้านบาทต่อปี

สำหรับการลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ซึ่งประกอบด้วยต้นทุนด้านการเก็บรักษาสินค้าคงคลัง ต้นทุนด้านการขนส่ง และต้นทุนด้านบริหารจัดการนั้น การใช้ระบบรถไฟความเร็วสูงจะช่วยรักษาเวลาในการขนส่งให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่งผลให้การบริหารจัดการทำได้ดีขึ้น เวลาในการขนส่งลดลง และต้นทุนในการจัดเก็บรักษาสินค้าคงคลังของไทยจะเหลือ 0% ในภาคอุตสาหกรรม

ทั้งหมดนี้จะช่วยลดต้นทุนของระบบโลจิสติกส์ไทยในอนาคตได้ถึง 720,000 ล้านบาทต่อปี

นอกจากนั้น ในระดับประชาชน รถไฟความเร็วสูงจะเป็นทางเลือกใน การเดินทางในประเทศ ที่มีความสะดวกสบายมากขึ้น ใช้เวลารวดเร็วมากขึ้น ซึ่งสามารถเทียบเคียงการเดินทางได้ในระดับเดียวกับการโดยสารเครื่องบิน

เพิ่มรายได้–สร้างธุรกิจ–เสริมท่องเที่ยว

นอกเหนือจากการลดต้นทุนแล้ว ประโยชน์ที่มากกว่าคือ การเพิ่มรายได้ ส่งเสริมการท่องเที่ยวตามรายทาง และกระจายความเจริญสู่ชนบท ทั้งนี้ ด้วยศักยภาพของรถไฟความเร็วสูงของไทยจะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางของการผลิต การส่งออก และการท่องเที่ยวในภูมิภาค
โดยรถไฟความเร็วสูงจะทำให้ “เมืองทางผ่าน” กลายเป็นเมืองท่องเที่ยว ตามเส้นทางรถไฟความเร็วสูง และยังจะช่วยกระตุ้นการท่องเที่ยวแบบเช้าไปเย็นกลับ หรือค้าง 1-2 คืนเพิ่มขึ้น เนื่องจากเราสามารถใช้เวลาที่เร็วขึ้นมาในการเดินทางท่องเที่ยว

ควบคู่กับนักท่องเที่ยว ยอดการค้าขาย และการบริการ รวมทั้งย่านธุรกิจ จะขยายตัวเพิ่มขึ้นในเมืองรายทางตามเส้นทางรถไฟความเร็วสูง ขณะที่การขนส่งสินค้าที่ใช้เวลาที่รวดเร็วยังช่วยลดความเสียหายของสินค้าเกษตร ซึ่งจะเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรไทยเพิ่มมากขึ้น เพราะที่ผ่านมานั้น อัตราการเน่าเสียของผัก-ผลไม้ที่ขนส่งด้วยรถบรรทุกมีอัตราการเน่าเสีย 17-35% ขณะเดียวกัน ความสะดวกในการเดินทางจะช่วยสร้างเขตอุตสาหกรรมใหม่ๆในชนบทให้เกิดขึ้นได้ตามแนวเส้นทาง

นอกจากนั้น ความรวดเร็วในการขนส่งสินค้าด้วยรถไฟความเร็วสูงจะช่วยให้ธุรกิจเอสเอ็มอี และผู้ผลิตสินค้าโอทอปของไทย สร้างธุรกิจของตัวเองด้วยการ “ขายตรง” ระหว่างธุรกิจต่อธุรกิจได้ ด้วยระบบการขนส่งสินค้าจำนวนมากๆที่ทำได้เองโดยไม่ต้องผ่านพ่อค้าคนกลาง ผ่านระบบไปรษณีย์ หรือบริการรถไฟความเร็วสูงที่สามารถกำหนดเวลาการขนส่งได้ตรงเวลา ต่อเนื่องไปจนถึงการซื้อขายสินค้าผ่านระบบออนไลน์ กับธุรกิจในต่างประเทศ

ทั้งนี้ ในแนวคิดการตกแต่งภายในรถไฟความเร็วสูงในทุกขบวนของไทย จะตกแต่งบุเบาะรถไฟ ใช้ม่านไม้ไผ่ ใช้วัสดุในการปูพื้นและตกแต่งรถไฟทั้งหมดด้วยสินค้าที่ผลิตในประเทศ สินค้าโอทอป และใช้ช่างฝีมือท้องถิ่นของไทยทั้งหมดด้วย รวมทั้งเปิดให้มีการประมูลนำสินค้าชั้นนำของประเทศมาขายในรถไฟด้วย

“การลงทุนรถไฟความเร็วสูงจะช่วยเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ส่งผลให้รายได้ประชาชาติเพิ่มขึ้น ขยายฐานภาษีและสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เพื่ออนาคตของประเทศไทยที่ดีขึ้น”.


ทีมเศรษฐกิจ นสพ.ไทยรัฐ
[Continue reading...]

Monday, July 22, 2013

โครงการลงทุน 2 ล้านล้าน พลิกโฉมไทยแลนด์ 2020 ละเอียดทุกโครงการ ที่นี่ !!!

- 0 comments
ภาพจากเฟสคนละดอก ตอกประเด็น
ที่มาประชาชาติธุรกิจออนไลน์
7 ปีนับจากนี้ (2556-2563) ประเทศไทยจะมีการลงทุนครั้งประวัติศาสตร์ด้านระบบโครงสร้างพื้นฐานภายใต้ พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท ที่ "รัฐบาลเพื่อไทย" กำลังเร่งผลักดันให้ผ่านสภาผู้แทนราษฎร
โจทย์ใหญ่ไม่ใช่เพียงแค่ต้องการต่อยอดนโยบายหาเสียงของรัฐบาลเพื่อไทยให้กลายเป็นจริงโดยเร็วทั้งรถไฟฟ้า10สายรถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ ฯลฯ หากแต่เพื่อควบคุมต้นทุน "โลจิสติกส์" ที่นับวันยิ่งสูงขึ้น ตัวที่สูงสุดคือถนน มีต้นทุนอยู่ที่ 1.72 บาท/ตัน/กิโลเมตร สูงกว่ารถไฟ 0.93 บาท/ตัน/กิโลเมตร และขนส่งทางน้ำ 0.64 บาท/ตัน/กิโลเมตร 

ไม่นับรวมต้นทุนด้านพลังงานที่สูญเสียไปถึง 700,000 ล้านบาทต่อปี จากราคาน้ำมันแพงขึ้นทุกวัน ทั้งยังเป็นการสร้างโอกาสและความเจริญสู่ท้องถิ่นทุ่มลงทุนระบบราง 1.65 ล้านล้าน

ไฮไลต์แผนลงทุนที่จะพลิกโฉมประเทศไทย รัฐบาลทุ่มเม็ดเงินไปกับ "ระบบราง" มากที่สุดถึง 82.94% หรือกว่า 1.658 ล้านล้านบาท รองลงมา "ด้านถนน" 14.47% กว่า 289,482 ล้านบาท ตามด้วย "ทางน้ำ" 29,819 ล้านบาท เมื่อจำแนกรายสาขาจะพบว่า "ระบบราง" ดังกล่าวเป็นโครงการรับผิดชอบของ 2 หน่วยงานหลัก "การรถไฟแห่งประเทศไทย" (ร.ฟ.ท.) และ "การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย" (รฟม.)

สำหรับ ร.ฟ.ท.ได้รับจัดสรรเงินลงทุนมากสุด 63.63% หรือประมาณ 1,272,669 ล้านบาท เริ่มจากงาน "แผนระยะเร่งด่วน" เงินลงทุนรวม 134,176 ล้านบาท ได้แก่ เสริมความมั่นคงโครงสร้าง 406 ล้านบาท เปลี่ยนหรือเสริมความมั่นคงสะพานชำรุด 11,388 ล้านบาท ติดตั้งรั้วสองข้างทางแนวรถไฟ 3,430 ล้านบาท ติดตั้งเครื่องกั้นถนนเสมอระดับ-ปรับปรุงเครื่องกั้น 4,368 ล้านบาท ปรับปรุงระบบอาณัติสัญญาณไฟสีทั่วประเทศ 7,281 ล้านบาท ติดตั้งระบบโครงข่ายโทรคมนาคม 2,152 ล้านบาท

ผุดรถไฟทางคู่ เฟสแรก 5 สาย

โครงการรถไฟ "ทางคู่" 5 สาย ได้แก่ สายลพบุรี-ปากน้ำโพ 148 กิโลเมตร วงเงิน 16,215 ล้านบาท สายมาบกะเบา-ชุมทางถนนจิระ 132 กิโลเมตร 21,196 ล้านบาท สายถนนจิระ-ขอนแก่น 185 กิโลเมตร 29,221 ล้านบาท สายนครปฐม-หัวหิน 165 กิโลเมตร 20,833 ล้านบาท และสายประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร 167 กิโลเมตร 17,683 ล้านบาท

ต่อมาเป็นโครงการ "ทางรถไฟสายใหม่" 3 สาย วงเงินรวม 123,927 ล้านบาท คือ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ ระยะทาง 326 กิโลเมตร วงเงิน 77,275 ล้านบาท สายบ้านไผ่-นครพนม ระยะทาง 347 กิโลเมตร วงเงิน 42,106 ล้านบาท และสายบ้านภาชี-อ.นครหลวง ระยะทาง 23 กิโลเมตร วงเงิน 4,546 ล้านบาท

นอกจากนี้มีรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 มี 6 สาย วงเงินรวม 144,110 ล้านบาท ได้แก่ สายหัวหิน-ประจวบคีรีขันธ์ 90 กิโลเมตร วงเงิน 9,555 ล้านบาท สายชุมพร-สุราษฎร์ธานี 167 กิโลเมตร 17,640 ล้านบาท สายสุราษฎร์ธานี-ปาดังเบซาร์ 339 กิโลเมตร 35,700 ล้านบาทสายปากน้ำโพ-เด่นชัย ระยะทาง 285 กิโลเมตร วงเงิน 30,070 ล้านบาท สายขอนแก่น-หนองคาย 174 กิโลเมตร วงเงิน 18,585 ล้านบาท และสายจิระ-อุบลราชธานี 309 กิโลเมตร วงเงิน 32,560 ล้านบาท ไฮสปีดเทรน 7.8 แสนล้าน

ถัดมาเป็นโครงการ "รถไฟความเร็วสูง" 4 สายทาง วงเงินลงทุนรวม 783,229 ล้านบาท ประกอบด้วย 1.สายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ ระยะทาง 745 กิโลเมตร วงเงิน 387,821 ล้านบาท เฟสแรกช่วงกรุงเทพฯ-พิษณุโลก 382 กิโลเมตร วงเงิน 204,221 ล้านบาท และช่วงพิษณุโลก-เชียงใหม่ 363 กิโลเมตร 183,600 ล้านบาท 2.สายกรุงเทพฯ-หนองคาย ระยะทาง 615 กิโลเมตร ลงทุน 170,450 ล้านบาท เฟสแรกกรุงเทพฯ-นครราชสีมา 256 กิโลเมตร 140,855 ล้านบาท 

3.สายกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ 982 กิโลเมตร 124,327 ล้านบาท เฟสแรกหัวหิน ระยะทาง 225 กิโลเมตร 123,798 ล้านบาท วงเงินที่เหลือเป็นค่าศึกษาโครงการต่อขยายจากหัวหิน-ปาดังเบซาร์ และ 4.สายต่อขยายจากสนามบินสุวรรณภูมิ (แอร์พอร์ตลิงก์) ไปชลบุรี-พัทยา-ระยอง ระยะทาง 221 กิโลเมตร วงเงิน 100,631 ล้านบาทต่อสายสีแดง-เชื่อม 2 สนามบิน

ขณะที่โครงการรถไฟฟ้าในส่วนของ ร.ฟ.ท. ได้แก่ สายสีแดงอ่อน ช่วง "บางซื่อ-มักกะสัน-หัวหมากและช่วงบางซื่อ-หัวลำโพง" วงเงิน 38,469 ล้านบาท สายสีแดงเข้ม ช่วง "รังสิต-ธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต" วงเงิน 5,412 ล้านบาท

ส่วนต่อสายแอร์พอร์ตลิงก์จากพญาไท-บางซื่อ-ดอนเมือง 28,574 ล้านบาท สายสีแดงอ่อนช่วง "ตลิ่งชัน-ศิริราช" 7,527 ล้านบาท และจัดหาระบบรถไฟฟ้าสายสีแดงอ่อนช่วง "บางซื่อ-ตลิ่งชัน" 6,243 ล้านบาท แถมด้วย "งานก่อสร้างโรงรถจักรแห่งใหม่ อ.แก่งคอย" วงเงิน 1,000 ล้านบาท
สานต่อรถไฟฟ้า 3.8 แสนล้าน

ด้าน "รฟม." มีโครงการสานต่อรถไฟฟ้าสายเก่าให้จบโครงการ ควบคู่เริ่มต้นเปิดประมูลสายใหม่ 8 สายทาง วงเงิน 386,222 ล้านบาท ประกอบด้วย 

สายสีน้ำเงิน (บางซื่อ-ท่าพระและหัวลำโพง-บางแค) วงเงิน 50,620 ล้านบาท สายสีเขียวเข้ม (แบริ่ง-สมุทรปราการ) 20,458 ล้านบาท สายสีเขียวเข้ม (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) 58,590 ล้านบาท

สายสีชมพู (แคราย-มีนบุรี) วงเงิน 58,624 ล้านบาท สายสีเขียวเข้ม (สมุทรปราการ-บางปู) วงเงิน 13,344 ล้านบาท สายสีส้ม (ช่วงศูนย์วัฒนธรรม-บางกะปิ-มีนบุรี) วงเงิน 115,054 ล้านบาท สายสีม่วง (บางใหญ่-บางซื่อ) 12,224 ล้านบาท และสายสีเหลือง (ช่วงลาดพร้าว-สำโรง) 57,306 ล้านบาทถนนใหม่ 2.8 แสนล.เชื่อมเออีซี

แผนลงทุน "ด้านถนน" มีวงเงินลงทุนรวม 289,482 ล้านบาท แยกเป็นงบประมาณลงทุนของ "ทล.-กรมทางหลวง" 241,080 ล้านบาท หรือ 12.05% ได้แก่ งานสะพานข้ามทางรถไฟ 83 แห่ง ควบงานรื้อย้ายสิ่งปลูกสร้าง 23,280 ล้านบาทค่าเวนคืนและก่อสร้างมอเตอร์เวย์ 3 สายทาง ได้แก่ สายบางปะอิน-นครราชสีมา ระยะทาง 196 กิโลเมตร มีค่าเวนคืน + ก่อสร้าง 84,600 ล้านบาท ส่วนสายบางใหญ่-บ้านโป่ง-กาญจนบุรี ได้เฉพาะค่าเวนคืน 5,420 ล้านบาท เช่นเดียวกับสายพัทยา-มาบตาพุด 1,800 ล้านบาท

นอกจากนี้ยังมีโครงการ "ทางหลวงเชื่อมโยงระหว่างประเทศ" 11 โครงการ วงเงิน 13,770 ล้านบาท ได้แก่ ทางหลวงหมายเลข 212 (อ.โพนพิสัย-บึงกาฬ) ตอน 1 ทางหลวงหมายเลข 4113 (อ.นาทวี-บ.ประกอบ) ทางหลวงหมายเลข 212 
(อ.หว้านใหญ่-อ.ธาตุพนม) ทางหลวงหมายเลข 12 (เลี่ยงเมืองแม่สอดรวมสะพานข้ามแม่น้ำเมยแห่งที่ 2)ทางหลวงหมายเลข 214 (อ.ปราสาท-ช่องจอม) ตอนที่ 1 ทางหลวงหมายเลข 212 (อ.โพนพิสัย-บึงกาฬ) ตอน 2 ทางหลวงหมายเลข 221 (อ.กันทรลักษ์-เขาพระวิหาร) ตอน 1-2 ทางหลวงหมายเลข 214 (อ.ปราสาท-ช่องจอม) ตอนที่ 2 ทางหลวงหมายเลข 1021 (ดอกคำใต้-เทิง) ตอน 1-2 ทางหลวงหมายเลข 1020 (เชียงราย-เชียงของ) ตอน 4 
เร่งรัดขยายถนน 4 ช่องจราจร (ระยะที่ 2) กับเพิ่มประสิทธิภาพทางหลวง มี 45 โครงการด้วยกัน รวมวงเงิน 80,610 ล้านบาท อาทิ สายหล่มสัก-น้ำหนาว ตอน 2, สายกาฬสินธุ์-อ.สมเด็จ ตอน 2, สายกาฬสินธุ์-นาไคร้-อ.คำชะอี, สาย อ.ร้องกวาง-อ.งาว จ.แพร่, สายกำแพงเพชร-สุโขทัย, สายกำแพงเพชร-พิจิตร, สายตาก-แม่สอด, สายยะลา-เบตง, สายมีนบุรี-ฉะเชิงเทรา ตอน 2, สายกบินทร์บุรี-ปักธงชัย จ.ปราจีนบุรี เป็นต้น

โครงการบูรณะทางหลวงสายหลักระหว่างภาครองรับเออีซี จำนวน 235 โครงการ วงเงินรวม 31,600 ล้านบาท ได้แก่ ทางหลวงหมายเลข 1, ทางหลวงหมายเลข 2, ทางหลวงหมายเลข 3, ทางหลวงหมายเลข 4, ทางหลวงหมายเลข 11, ทางหลวงหมายเลข 32, 

ทางหลวงหมายเลข 35, ทางหลวงหมายเลข 41, ทางหลวงหมายเลข 43, ทางหลวงหมายเลข 117, ทางหลวงหมายเลข 331 และทางหลวงหมายเลข 1095

เสริมโครงข่ายการค้า-ท่องเที่ยว

ส่วน "กรมทางหลวงชนบท" (ทช.) ได้เงินลงทุนรวม 34,309 ล้านบาท หรือ 1.72% แยกเป็นโครงการพัฒนาโครงข่ายถนน
เชื่อมต่อด้านการค้า การลงทุนและการขนส่ง วงเงิน 30,116 ล้านบาท ได้แก่ โครงการถนนสนับสนุนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ 3 โครงการ วงเงิน 13,660 ล้านบาท

โครงการสนับสนุนนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือแหลมฉบัง 2 โครงการ 2,960 ล้านบาท โครงการสนับสนุนท่าเรือเชียงแสน จ.เชียงราย 3 โครงการ 2,773 ล้านบาท โครงการแก้ไขปัญหาการจราจรในพื้นที่ปริมณฑลและเมืองใหญ่ในภูมิภาค 3 โครงการ 4,951 ล้านบาท อาทิ ถนนต่อเชื่อมถนนราชพฤกษ์-ถนนกาญจนาภิเษกแนวเหนือ-ใต้ สะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา จ.พระนครศรีอยุธยา ฯลฯ
รวมถึงโครงการแก้ไขและป้องกันปัญหาอุบัติเหตุจราจร โดยก่อสร้างสะพานและอุโมงค์ข้ามทางรถไฟ 25 โครงการ รวมวงเงิน 5,771 ล้านบาท และโครงการพัฒนาถนนเลียบอ่าวไทย (รอยัลโคสต์) ไล่ตั้งแต่ จ.สมุทรสงคราม เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร รวม 22 โครงการ 4,192 ล้านบาท

และเพื่อเป็นการเตรียมพร้อมรองรับเออีซี รัฐบาลได้จัดสรรวงเงินกว่า 14,093 ล้านบาท ให้ "ขบ.-กรมการขนส่งทางบก" ก่อสร้างศูนย์เปลี่ยนถ่ายสินค้า อ.เชียงของ วงเงิน 2,236 ล้านบาท และสถานีขนส่งสินค้า 15 แห่ง วงเงินรวม 11,856 ล้านบาท

ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งทางถนนที่เมืองชายแดน 7 แห่ง คือ เชียงราย ตาก หนองคาย มุกดาหาร สระแก้ว สงขลา และนราธิวาส บวกกับหัวเมืองหลัก 8 แห่ง ได้แก่ เชียงใหม่ พิษณุโลก นครสวรรค์ ขอนแก่น นครราชสีมา อุบลราชธานี ปราจีนบุรี สุราษฎร์ธานี
 
สำหรับ "การขนส่งทางน้ำ" ได้จัดสรรเงินลงทุนประมาณ 29,819 ล้านบาท ให้ "กรมเจ้าท่า" (จท.) ไปดำเนินการ 5 โครงการ ประกอบด้วย สร้างท่าเรือ จ.ชุมพร วงเงิน 1,713 ล้านบาท ท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 วงเงิน 3,613 ล้านบาท 
เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางน้ำในแม่น้ำป่าสัก 11,380 ล้านบาท ก่อสร้างสถานีขนส่งสินค้าทางน้ำเพื่อการประหยัดพลังงาน จ.อ่างทอง 1,325 ล้านบาท และท่าเทียบเรือน้ำลึกปากบารา จ.สตูล (ระยะที่ 1) วงเงิน 11,786 ล้านบาท 

ส่วนที่เหลือเป็นการลงทุนระบบโครงสร้างพื้นฐานด่านศุลกากร 41 แห่งทั่วประเทศของกรมศุลกากร กระทรวงการคลัง ในสัดส่วน 0.63% หรือวงเงินประมาณ 12,545 ล้านบาท 

นอกจากนี้ยังได้จัดสรรค่าเผื่อเหลือเผื่อขาดไว้สำรองจ่ายให้กับโครงการต่าง ๆ อีก 9,261 ล้านบาท หรือประมาณ 0.46%
คิกออฟปีུ กว่า 4 แสนล้าน

หลังจาก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาทมีผลทางกฎหมายแล้ว ทาง "กระทรวงคมนาคม" เจ้าภาพหลักจะเริ่มประมูลโครงการที่พร้อมดำเนินการทันที โดยกระจายประมูลให้เสร็จ 4 ปี

เริ่มตั้งแต่ปี 2556 มีโครงการพร้อมดำเนินการเงินลงทุนรวมประมาณ 422,342 ล้านบาท ได้แก่ 1.รถไฟฟ้า 4 สายทาง เงินลงทุนรวม 130,153 ล้านบาท ได้แก่ สายสีเขียวเข้ม (หมอชิต-สะพานใหม่-คูคต) สีชมพู (แคราย-แจ้งวัฒนะ-มีนบุรี) สีแดง (รังสิต-ม.ธรรมศาสตร์) และสีแดง (ตลิ่งชัน-ศาลายา) 

2.รถไฟทางคู่ 2 สายทาง เงินลงทุนรวม 46,904 ล้านบาท ได้แก่ สายจิระ-ขอนแก่น สายประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร 3.คัดเลือกระบบรถไฟความเร็วสูง 3 สายทาง มีสายกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ สายกรุงเทพฯ-หนองคาย และสายกรุงเทพฯ-ปาดังเบซาร์ วงเงินประมาณ 129,085 ล้านบาท ก่อนที่จะเริ่มกระบวนการเปิดประมูลก่อสร้างต่อไป คาดว่าจะเริ่มได้ในปี 2557 นี้

4.งานถนน เงินลงทุนรวม 116,200 ล้านบาท มีก่อสร้างมอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา ระยะทาง 196 กิโลเมตร งานบูรณะทางหลวงสายหลัก 12 เส้นทาง 235 โครงการ ระยะทาง 2,162 กิโลเมตร

ส่วนที่เหลือจะทยอยดำเนินการต่อไปในปี 2557 เม็ดเงินลงทุนรวมกว่า 8 แสนล้านบาท ปี 2558 เงินลงทุนรวมกว่า 280,082 ล้านบาท และสุดท้ายในปี 2559 เงินลงทุนรวม 153,852 ล้านบาท 

[Continue reading...]
 
Copyright © . Yak Ratchaprasong - Posts · Comments
Theme Template by BTDesigner · Powered by Blogger