Showing posts with label พรรคประชาธิปัตย์. Show all posts
Showing posts with label พรรคประชาธิปัตย์. Show all posts

Monday, January 6, 2014

ย้อนรอยดู สปก 4-01..ผลงานที่ยังอยู่ในความทรงจำ..สุเทพ เทือกสุบรรณ

- 1 comments
คนรุ่นหลัง จำนวนมากเกิดไม่ทันรู้ ดูไม่ทันเห็น ความชั่วร้ายของชายชื่อสุเทพ เทือกสุบรรณ และคณะพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อครั้งมีอำนาจในมือซ้าย ถือกฎหมายในมือขวา

เมื่อครั้งนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สุเทพ เทือกสุบรรณ สร้างผลงานโบว์ดำอันลือลั่นสั่นสะเทือนแผ่นดิน ด้วยการใช้อำนาจ และช่องโหว่ทางกฎหมาย แจกที่ดิน สปก.4-01 ให้กับ ทศพร เทพบุตร สามีของ อัญชลี เทพบุตร ขณะเป็นเลขานุการของตนเอง

ไม่เพียงแต่ ทศพร เทพบุตร คนเดียวที่ได้รับที่ดินผืนงามของเกาะภูเก็ต ไปกว่า 90 ไร่ ยังมี “นายหัว” อีกหลายคนของเกาะภูเก็ต ที่เป็นนายทุนของพรรคประชาธิปัตย์ และสนิทสนมชิดเชื้อ เอื้อเฟื้อสุเทพ เทือกสุบรรณ และ พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับเอกสารสิทธิสปก.4-01 เหมือนกับทศพร เทพบุตร ไปด้วย

ทั้ง ทศพร เทพบุตร และคนเหล่านี้ ไม่มีสิทธิที่จะได้รับเอกสารสิทธิที่ดินสปก.4-01 ซึ่งเป็นที่ดินของหลวง ที่ดินของรัฐ ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะยกให้แก่เกษตรกรคนยากจนที่ไม่มีที่ดินทำกิน แต่ ทศพร และ”นายหัว” หลายคน ไม่ใช่เกษตรกร เป็นคหบดี เป็นเศรษฐีใหญ่ของเกาะภูเก็ต ไม่เช่นนั้นคงเป็นนายทุนใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ได้

คนเหล่านี้ ไม่มีสิทธิ แต่ได้รับสิทธิ ได้รับที่ดินหลวงไปเป็นสมบัติของตัวเองกันคนละหลายสิบไร่ เพราะการใช้อำนาจในมือซ้าย และใช้กฎหมายในมือขวา ตามสไตล์ สุเทพ เทือกสุบรรณ

เหตุการณ์อัปยศ โกงที่ดินหลวง แย่งที่ดินคนจน ไปแจกจ่ายแก่พวกพ้อง เกิดขึ้นเมื่อปี 2538 ขณะพรรคประชาธิปัตย์ เป็นรัฐบาล ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นโฆษกรัฐบาล

ทั้ง ชวน สุเทพ และ อภิสิทธิ์ ชี้แจงแสดงเหตุผล เถียงกับสื่อมวลชน และประชาชนทั้งประเทศ ที่เห็นว่าการแจกเอกสารสิทธิที่ดินสปก.4-01 แก่เศรษฐี คหบดี เป็นเรื่องผิด แต่ ทั้ง 3 คนของพรรคประชาธิปัตย์ เถียงคอเป็นเอ็น เห็นว่าเป็นเรื่องถูก

เถียงกันจน ชวน หลีกภัย กลายเป็นคนโง่ ไม่รู้ว่าเกษตรกรแปลว่าอะไร ต้องส่งให้กฤษฎีกาตีความคำว่า เกษตรกร

เถียงกันจน สุเทพ เทือกสุบรรณ ถูกต้อนจนมุม ถูกถลุงจนต้องโยนผ้ายอมแพ้ ลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี ไป

เถียงกันจน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้รับฉายาจากนักข่าว ว่า โฆษกเทวดา เพราะดูถูกดูแคลนนักข่าว สื่อมวลชน ประชาชน ที่จี้ถามเรื่องนี้ ว่าอธิบายอย่างไรก็ไม่เข้าใ

เถียงกันจนพรรคประชาธิปัตย์ ต้องล่มสลาย หนีตายคาสภาฯ หนีการลงมติไม่ไว้วางใจในสภา ด้วยการยุบสภา เพื่อเอาตัวรอด ไม่กล้ายืนสู้หน้าประชาชน ไม่กล้ายืนตัวตรงรับฟังคำพิพากษาของสภาผู้แทนราษฎร ก่อนหน้าการลงมติ เพียง 1 ชั่วโมง 30 นาที

เถียงกันจนถึงวันนี้ พรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังยืนยันว่าทำถูกต้องทุกประการ ทั้งๆ ศาลฎีกาพิพากษาแล้วว่าทำผิด และสั่งให้ ทศพร เทพบุตร ออกจากที่ดินหลวงที่ยึดครองเป็นสมบัติส่วนตัวนานถึง 12 ปี
พรรคประชาธิปัตย์ ยังคงยืนกรานว่าทำถูก และต้องการใช้คนภูเก็ตพิสูจน์ความถูกต้องในเรื่องนี้ของตนเอง ด้วยการ ส่ง ทศพร เทพบุตร ลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นส.ส. ในยุคสมัยที่ สุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์

พฤติกรรมของ สุเทพ เทือกสุบรรณ ชวน หลีกภัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ ทศพร เทพบุตรเมื่อ ปี 2538 คือ พฤติการณ์ของนักการเมืองที่สร้างภาพลักษณ์ตนเป็นคนดี แต่แท้จริงกลับเป็นปีศาจคาบคัมภีร์ ถืออำนาจเป็นศาสตรา ใช้กฎหมายเป็นอาวุธ ทำร้ายบ้านเมือง โกงที่ดินรัฐ คอรัปชั่นแผ่นดินหลวง ยักยอกทรัพย์สินของชาติ ไปให้แก่พวกพ้อง โดยไม่สนใจความถูกต้องอยู่ตรงไหน

การคอรัปชั่นเชิงนโยบาย เอื้อประโยชน์ให้แก่พวกพ้อง และความไม่รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ประเทศชาติ คือ ข้อสรุปพฤติกรรมการบริหารงานของพรรคประชาธิปัตย์ ในกรณี สปก.4-01 ที่เป็นกรณีศึกษา กรณีตัวอย่าง ที่ไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง แต่ยังเป็นที่น่าประหลาดเมื่อพรรคประชาธิปัตย์ ยังกล้าอวดอ้างเป็นพรรคการเมืองที่มีธรรมาภิบาล เป็นพรรคการเมืองที่มีจริยธรรมในการบริหารบ้านเมือง

สำหรับท่านทั้งหลาย ที่เกิดไม่ทันรู้ ดูไม่ทันเห็น หรือเคยรู้เคยเห็นแต่ จำไม่ได้แล้วว่า รายละเอียดเป็นอย่างไร ก็จะได้เห็นได้รู้กันเสียที และอีกครั้งหนึ่ง ว่า ทำไมเมื่อพูดถึงสปก.4-01 ผู้อาวุโสหลายจึงคนต้องนึกถึงพรรคประชาธิปัตย์ ด้วยอาการขนลุกขนพอง สยองเกล้า และทำไม สปก.4-01 จึงกลายเป็นเครื่องหมายตราบาปติดตัว สุเทพ เทือกสุบรรณ และ พรรคประชาธิปัตย์ จนแกะไม่ออก แยกไม่ได้

เนวิน ชิดชอบ คือนักการเมืองหนุ่มจากบุรีรัมย์ ในวันนั้น เป็นนักการเมืองที่สะสมข้อมูลทุกเรื่องไว้มากที่สุดคนหนึ่งของเมืองไทย เป็นนักการเมืองที่ใช้ข้อมูลด้วยความพิถีพิถัน ใช้ข้อมูลเป็นอาวุธได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด คือคนที่ได้รับเลือกให้เป็นผู้สรุปความชั่วร้ายของพรรคประชาธิปัตย์ ในกรณีการแจกที่ดินสปก.4-01 ให้แก่ เศรษฐีภูเก็ต เมื่อ 12 ปีที่แล้ว

หลังการอภิปรายของเนวิน ชิดชอบ ในวันนั้น พรรคพลังธรรม โดยพล.ต.จำลอง ศรีเมือง ก็ถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล ทันที

ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ไม่กล้านำคณะรัฐบาล เข้ารับฟังการพิพากษาจากสภาผู้แทนราษฎร และต้องหนีเอาตัวรอดด้วยการยุบสภาผู้แทนราษฎร ทันที

ทั้งๆ ที่ สภาผู้แทนราษฎร ไม่ได้กระทำความผิด แต่เป็นผู้เปิดเผยการกระทำความผิดของรัฐบาล ต่างหาก

กรณี สปก.4-01 เป็นความผิดของรัฐบาล แต่ผู้ถูกลงโทษกลับเป็นสภาผู้แทน ราษฎร เพราะการใช้อำนาจของ ชวน หลีกภัย นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ซึ่งเป็นการยุบสภาฯ หนีการลงมติไม่ไว้วางใจ โดยแท้ เป็นการยุบสภาฯ เพื่อประโยชน์ของพรรคประชาธิปัตย์ เพียงพรรคเดียว

ในขณะที่ เนวิน ชิดชอบ ได้รับผลตอบแทนคือ ถูกสร้างภาพว่าเกี่ยวข้องกับซื้อเสียงที่จังหวัดบุรีรัมย์ และเป็นที่มาของฉายา ยี้ห้อยร้อยยี่สิบ ที่ติดตัวมาจนถึงทุกวันนี้ ทั้งๆ ที่ศาลฎีกาพิพากษาแล้วว่า เนวิน ชิดชอบ ไม่เกี่ยวข้องกับการซื้อเสียงครั้งนั้น และได้ลงโทษจำคุกผู้กระทำความผิด ไปแล้ว

แต่ด้วยความรอบจัดและความชำนาญทางการใช้สื่อเป็นอาวุธ และมีเครือข่ายสื่อเป็นพวกพ้องของพรรคประชาธิปัตย์ ทำให้เนวิน ชิดชอบ ต้องได้รับเคราะห์กรรมอย่างสาหัสแต่เพียงลำพัง โดยที่ไม่มีใครกล้ายื่นมือเข้ามาช่วยเหลือ

ในกรณีหนึ่ง ศาลฎีกาพิพากษาว่า เนวิน ชิดชอบ ไม่ใช่ผู้กระทำความผิด แต่พรรคประชาธิปัตย์ กลับเห็นว่าผิด

ในกรณีหนึ่ง ศาลฎีกาพิพากษาว่า ทศพร เทพบุตร ไม่ใช่ผู้มีสิทธิได้รับสปก.4-01 และต้องคืนที่ดินให้หลวง แต่พรรคประชาธิปัตย์ กลับบอกว่าทศพร ไม่ผิด สุเทพ ไม่ผิด ที่ผิดคือ กฎหมายที่เขียนไว้ไม่รองรับถึงทศพร

น่าประหลาดที่ พรรคประชาธิปัตย์ เป็นพรรคการเมืองที่มีนักกฎหมายอยู่เต็มพรรค และเป็นพรรคการเมืองที่ครั้งหนึ่งเมื่อเป็นรัฐบาล ชวน หลีกภัย ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เคยประกาศว่าจะทำให้ทุกคนอยู่ใต้กฎหมายอย่างเสมอภาคกัน

แต่ สองกรณีนี้เห็นได้ชัดเจนว่า นักกฎหมายที่มีอยู่เต็มพรรคประชาธิปัตย์เป็นนักกฎหมายชนิดใด และคำพูดของชวน หลีกภัย เชื่อถือได้หรือไม่

จะมีสักครั้งหรือไม่ ที่พรรคประชาธิปัตย์ จะพูดความจริงกับประชาชน

ฟังเรื่องสปก.4-01 ของพรรคประชาธิปัตย์ จากปากของ เนวิน ชิดชอบ ดีกว่า แล้วท่านจะได้รู้ และเข้าใจว่าทำไม นายกฯทักษิณ ต้องนำกรณีนี้มาเตือนสติ คตส. และประณามเป็นนักฎหมายสองมาตรฐาน

ฟังเรื่องสปก.4-01 จบ แล้วคุณจะรู้จักพรรคประชาธิปัตย์ ดีขื้นกว่าที่คุณเคยรู้จัก

แล้วคุณจะรู้ว่าปีศาจคาบคัมภีร์ ไม่ใช่คำเปรียบเทียบ หรืออุปมาอุปไมย แต่มีตัวตนจริงๆ ชื่อว่า..

“ประชาธิปัตย์”
[Continue reading...]

Thursday, October 17, 2013

การประกันราคาของพรรคประชาธิปัตย์ สุจริต โปร่งใส ไม่โกง ชาวนาได้กำไร ?

- 0 comments
จากประเด็น Hot  ที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล (หม่อมอุ๋ย) ส่งจดหมายเปิดผนึกให้นายกทบทวน นโยบายจำนำข้าว  เห็นว่าจากการดำเนินนโยบายรับจำนำข้าวในระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมา สร้างความสูญเสียทางงบประมาณไปแล้วไม่น้อยกว่า 425,000ล้านบาท แต่มีชาวนาได้รับผลประโยชน์ไปไม่ถึงครึ่งหนึ่ง แต่กลับมีผู้อื่นที่มิใช่ชาวใช้ช่องโหว่ทำการคอร์รัปชั่นหาประโยชน์ไปมากกว่า 110,000 ล้านบาท

ขณะที่ทางนายนิวัฒน์ธำรง  บุญทรงไพศาล  รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าการดำเนินโครงการรับจำนำข้าวของรัฐบาลตลอดระยะเวลา 2 ปีที่ผ่านมาขาดทุนไม่ถึง 425,000 ล้านบาท ตามที่ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร นำตัวเลขมาชี้แจงแต่อย่างใด
ส่วนกรณีที่ระบุว่า โครงการรับจำนำข้าวขาดความโปร่งใส และมีช่องว่างให้เกิดการทุจริต  โดย ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ระบุว่า รัฐบาลสูญเสียเม็ดเงินให้กับการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวสูงถึง 115,831 ล้านบาท นั้นสามารถตรวจสอบได้ว่าชาวนาได้รับเงินจากการนำข้าวเข้าโครงการรับจำนำเต็ม 100%​ ทุกราย  เพราะตามเงื่อนไขระบุชัดเจนว่าเมื่อชาวนานำข้าวเข้าโครงการรับจำนำต้องมีใบรับรองที่จะได้จากการขึ้นทะเบียนเกษตรกรกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์  ซึ่งจะระบุน้ำหนักข้าวและจำนำข้าวที่เข้าโครงการชัดเจน ส่วนเงินที่ชาวนาจะได้รับจากการนำข้าวเข้าร่วมโครงการจะกำหนดในใบประทวน  ซึ่งชาวนาจะต้องนำใบประทวนไปเบิกกับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดย ธ.ก.ส. จะนำเงินดังกล่าวเข้าบัญชีของชาวนา ไม่ได้เบิกจ่ายในรูปแบบของเงินสด  ดังนั้น เม็ดเงินจึงไม่รั่วไหลไปไหนอย่างแน่นอน  โดยยืนยันว่าโปร่งใส ตรวจสอบได้ 

 
นโยบายจำนำข้าวกับการเสียแชมป์ของไทย?

อวสานแชมป์ ภาพจากกรุงเทพธุรกิจ
หลายท่านอาจภูมิใจกับตำแหน่งนี้มากเพราะคิดว่าการส่งออกข้าวได้มากชาวนาก็จะได้เงินมากขึ้น แต่จากการสืบค้นข้อมูลพบว่าการส่งออกอันดับ 1 ของโลกนั้นได้มาซึ่งการกดราคาข้าวจากพี่น้องเกษตรกร  โดยเฉพาะอย่างยิ่งการประกันรายได้ช่วยส่งเสริมให้พ่อค้าคนกลางกดราคาข้าวให้ถูกลง
ถามว่า ชาวนาจะภูมิใจกับตำแหน่งดังกล่าวมากน้อยแค่ไหน? หากตนเองขายข้าวได้ในราคาที่ถูกเพื่อจะไปแข่งขันกันด้านราคาให้ประเทศไทยได้แชมป์ส่งออกข้าว

ในสถานการณ์ปัจจุบันราคารับจำนำข้าวของไทยแพงกว่าประเทศเพื่อนบ้าน หากราคาข้าวในตลาดโลกไม่ขยับไทยอาจจะต้องเสียตำแหน่งผู้ส่งออกข้าวรายใหญ่  ในขณะที่ชาวนาจะได้เงินมากขึ้นเพราะราคารับจำนำข้าวที่สูงขึ้น ซึ่งอาจจะต้องโยนคำถามกลับไปที่ชาวนาในฐานะผู้ปลูกข้าวว่าการรักษาแชมป์ส่งออกข้าวกับการขายข้าวได้ราคาดีขึ้นอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการ?
 
 
 
โครงการประกันรายได้ ของพรรคประชาธิปัตย์

โครงการประกันรายได้เกษตรกร มาจากฐานคิดเรื่องหลักประกันความเสี่ยงเนื่องจากความผันผวนของราคาหรือกรณีเกิดการเสียหายของพืชผลการเกษตรจากภัยพิบัติต่างๆซึ่งจะเป็นหลักประกันว่าเกษตรกรจะได้เงินชดเชยกลับไปบ้าง โดยรัฐไม่ต้องไปเป็นผู้ซื้อข้าวรายใหญ่ในตลาด

เพราะรัฐจะชดเชยส่วนต่างของราคาสินค้าให้เกษตรกร เช่น รัฐประกันราคาข้าวไว้ที่ตันละ 10,000 บาท แต่เกษตรกรขายข้าวได้ 5,000 บาท  รัฐก็จะชดเชยให้อีก 5,000 บาท ซึ่งเราเข้าใจกันแบบบนั้น แต่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น

เพราะรัฐบาลจะประเมินราคาขาย อยู่ที่ 8,000 บาท / ตัน ที่ได้จริง ๆ คือ 2,000 บาท

ในเรื่องการชดเชย รัฐจะมี  ข้อจำกัด   ในการชดเชยซึ่งรัฐจะทำการคำนวนคร่าวๆไว้แล้วว่าพื้นที่ปลูกข้าว 1ไร่ จะได้ข้าวกี่ตัน และรัฐจะชดเชยตามที่คำนวนให้ สมมติ 1 ไร่/1 ตัน ซึ่งรัฐจะทราบจำนวนไร่ของชาวนาจากการรลงทะเบียนของชาวนา


สำคัญที่สุดคือผู้ที่จะได้รับการประกันราคาจะต้องเป็นเจ้าของที่ดิน ผู้เช่าจะไม่ได้รับสิทธินี้


สิ่งที่ชาวนาจะต้องเจอก็คือการกดราคาของพ่อค้าคนกลาง เพราะอย่างไร รัฐก็ต้องจ่ายส่วนที่เหลืออยู่แล้ว

อย่างไรก็ตามเงินที่จ่าย ก็เป็นเงินภาษีของประชาชนเช่นกัน และไม่ว่ากรณีใด ๆ รัฐก็ไม่ได้คืนจากเงินก้อนนี้
คลิกดูข่าวการประกันราคา ข้าวปี 52/53 ว่าใช้เงินไปเท่าไหร่ ชาวนาได้จริง ๆ เท่าไหร่

คลิกดูรายละเอียดการจำนำข้าว ปี 55

สรุป

๑. โครงการประกันราคามีลักษณะเอื้อประโยชน์ให้กับพ่อค้าและโรงสีโดยไม่ต้องทุจริตก็มีกำไรมหาศาลจากการกดราคารับซื้อข้าว นี่เป็นลักษณะของการผันเงินออกจากคลังไปสู่พ่อค้าและโรงสีโดยตรง โดยที่ชาวนาสมประโยชน์จึงไม่มีเสียงร้องจากชาวนา และเป็นโครงการที่มีแต่การขาดทุนไม่โอกาสเสมอตัวหรือกำไร

๒. โครงการรับจำนำพ่อค้าและโรงสีไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการจะได้รับเพียงค่าเช่าโกดังเก็บข้าวเท่านั้น ทำให้พ่อค้าและโรงสีไม่พอใจได้ โครงการมีโอกาสได้ทั้งการขาดทุนน้อย ขาดทุนมาก หรือเสมอตัวหรือได้กำไรได้ แต่รัฐบาลต้องมีภาระในเรื่องการบริหารจัดการและงบประมาณเหมือนกับรัฐบาลเป็นพ่อค้าคนหนึ่ง ส่วนปัญหาการจ่ายเงินล่าช้าสามารถแก้ไขได้ด้วยการกำหนดขั้นตอนกระบวนการทำงานในการรับจำนำเพื่อให้สามารถจ่ายเงินให้กับชาวนาได้ทันทีดังนี้ (การชื้อขายพืชผลทางการเกษตรจะใช้วิธีและขั้นตอนตามเดียวกันนี้)

จากผลการวิเคราะห์และผลสรุปเห็นว่าโครงการรับจำนำดีกว่าแต่ต้องแก้ไขปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นก่อนซึ่งโกงง่ายตรวจสอบยาก  และราคาไม่ควรโดดสูงกว่าตลาดโลกมาก  เพราะรัฐบาลจำรับภาระไม่ไหว  สำคัญที่สุดรัฐบาลจะต้องแถลงข้อมูลที่ชัดเจนและแม่นยำ

ที่มา : ประชาทอร์ค

 


[Continue reading...]

Sunday, October 6, 2013

"อลงกรณ์" กับการปฏิรูป "ประชาธิปัตย์" งานยากที่จะฝ่าฟัน

- 0 comments
ข่าวการปฏิรูป พรรคประชาธิปัตย์ โดยนาย อลงกรณ์ พลบุตร โผล่มาอีกรอบ หลังจากที่พับฐานไปในครั้งที่แล้ว

ถือว่าเป็นการพยายามที่ดี ที่จะเปลี่ยนแปลง และมีความคิดที่กล้าจะเปลี่ยนแปลง

"ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จย่อมอยู่ที่นั่น"

แต่แนวคิดที่จะปฏิรูปพรรคประชาธิปัตย์ ไม่ใช่เป็นเรื่องง่าย ดูแล้วเข็นครกขึ้นภูเขาจะง่ายกว่าเสียอีก

เพราะนายอลงกรณ์ ต้องฝ่าด่าน ผู้ที่กุมอำนาจในพรรคประชาธิปัตย์ ว่าจะยอมด้วยหรือไม่

จุดมุ่งหมายการทำงานการเมือง อยู่ที่ ประชาชน

การที่จะกุมหัวใจของประชาชนก็คือการทำงาน

งานที่ทำยังประโยชน์ให้กับประชาชนหรือไม่

เพียงคำพูดว่า "ประชาชนต้องมาก่อน" ฟังแล้วดูดี

แต่การกระทำต่างหาก ว่าได้ทำเพื่อประชาชนจริงหรือไม่

การเอาชนะด้วยโวหาร ใช้ไม่ได้กับยุคปัจจุบัน

ที่ประชาชน สามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร

รู้ว่าใครจริงใจ

รู้ว่าใครทำเพื่อประชาชนจริง ๆ

คลิกดูรายละเอียดของข่าว : เดลินิวส์
[Continue reading...]

Thursday, September 5, 2013

มึนตึ๊บ !..อภิชาติ การิกาญจน์ ส.ส.นครฯ อ้างปรึกษารมว.เกษตรฯ อยู่เบื้องหลังปลุกม็อบยางปิดถนน

- 0 comments


นายอภิชาต การิกาญจน์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ถามนายกรัฐมนตรี ว่าตั้งแต่วันที่ 2 ส.ค. มีการชุมนุมมาต่อเนื่อง 10 กว่าวัน และมีการออกมาระบุว่ามีม็อบการเมืองหนุนหลัง  ทั้งที่ไม่เป็นความจริง เพราะเกษตรกรที่ออกมาชุมนุมเป็นเพราะความเดือดร้อนจากราคายางตกต่ำ  2 ปีที่ผ่านมา

นายอภิชาต ระบุว่า จากการลงพื้นที่ของนพ.นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กสม. ที่ลงไปรับฟังข้อมูลจากชาวบ้านในพื้นที่ พบว่าไม่ใช่ม็อบที่มีเบื้องหลังมาจากประชาธิปัตย์ แต่เป็นม็อบที่มาจากพรรคเพื่อไทย แม้ว่าพื้นที่ไม่มีส.ส.จากพรรคเพื่อไทย  ดังนั้นจึงอยากถามว่ารัฐมนตรีมีมาตการแก้ไขปัญหาอย่างไร หากพบว่าคนที่อยู่เบื้องหลังม็อบเป็นคนของพรรคร่วมรัฐบาล ก่อม็อบปลุกระดมเพื่อให้ประชาชนออกมาชุมนุมปิดถนนสกัดไม่ให้ประชาชนออกไปร่วมกองทัพประชาชนต้านนิรโทษกรรมวันที่  5-7 ส.ค. ที่ผ่านมา เชื่อว่า คนที่อยู่เบื้องหลัง คือคนของคณะที่ปรึกษาของรมว.เกษตรและสหกรณ์ เพราะทันทีที่คนๆนี้ได้รับประกาศแต่งตั้งก็ขึ้นป้ายประกาศแสดงความยินดี

นายอภิชาต ถามต่อว่า ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ แต่รัฐบาลกับแก้ปัญหาด้วยการชดเชยปัจจัยการผลิต ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาระยะยาว  แต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าทั้งพูดคุยกับตัวแทนเกษตรกร  ก็ยังไม่มีคำตอบจนถึงวันนี้  ดังนั้นจึงอยากทราบว่า  มีวิธีการแก้ไขปัญหาอย่างไร ต่อข้อเรียกร้องประชาชนที่จะหยุดปัญหานี้
นายอภิชาต กล่าวว่า  แม้ไม่ได้อยู่เบื้องหลังม็อบแต่จะให้ผู้แทนในพื้นที่ไม่ดูแลชาวบ้านไม่ได้ การปรากฏตัวจึงเป็นในฐานะผู้แทนราษฎร  เหตุการณ์ที่ผ่านมามีการปิดทางรถไฟ  10 กว่าวันแต่ยังไม่มีการแก้ไข   และในวันที่ 23 ส.ค. 56  ได้มีเจ้าหน้าที่  7 กองร้อย หรือ  พันกว่านาย เข้ามาจัดการขอเปิดเส้นทางที่เกษตรกรปิดยึด ให้ได้ก่อน 15.00 น.  แต่โดนเยาวชนรักถิ่น กลุ่มลูกขวานลอยลม ประมาณ 300 คน ตอบโต้ จนเกิดการบาดเจ็บ จึงอยากถามว่า  การบาดเจ็บ ล้มตาย เนื่องจาการชุมนุมต่อเนื่องจะมีการเยียวยา อย่างไร รวมทั้ง ทรัพย์สิน เครื่องเสียง เงินบริจาคในกล่องที่หายไปจะทำอย่างไร

[Continue reading...]

Friday, August 30, 2013

ภาพจาก ปกมติชนสุดสัปดาห์ "ผู้ดี อนาธิปัตย์"

- 0 comments
"
ผู้ดี อนาธิปัตย์ " จาก..จม.ดร.ชาญวิทย์
สิ้นเสียง สุเทพ เทือกสุบรรณ อวดสรรพคุณม็อบอันพรรคประชาธิปัตย์ชนิด "ครบองค์" ปลุกขึ้นข้างถนน

"ม็อบของผมเป็นม็อบผู้ดี"

พลัน นั้น ภาพที่ชัดเคียงขึ้นมาคือภาพ กุลเดช พัวพัฒนกุล ส.ส.ประชาธิปัตย์ บุกเข้าบีบคอเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ารักษาความสงบเรียบร้อยในสภา

อ้างว่าถูกเหยียบตาปลาก่อน

พลันเช่นกันก็ตอกย้ำด้วยคำประกาศของส.ส.สุเทพ

พรรคประชาธิปัตย์พร้อมทำงานมวลชนนอกสภา

ช่วงเวลาเดียวกัน จดหมายเปิดผนึกจาก ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ก็ส่งถึง ชวน หลีกภัย ผู้ปรากฏกายบนเวทีม็อบ เช่นกัน

"สืบ เนื่องจากสถานการณ์ป่วนสภา ป่วนถนน และการป่วนอื่นๆ ซึ่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่ง ที่สร้างสถานการณ์ อนาธิปไตย อันจะนำไปสู่การรัฐประหาร ยึดอำนาจ โดยนายทหาร และ/หรือนายศาล"

ยกถ้อยแถลง ปรีดี พนมยงค์ ผู้ปฏิวัตินำประชาธิปไตยสู่สยาม

"ระบอบ ประชาธิปไตยนั้น เราหมายถึงประชาธิปไตยอันมีระเบียบตามกฎหมายและศีลธรรมและความซื่อสัตย์ สุจริต ไม่ใช่ประชาธิปไตยอันไม่มีระเบียบ หรือประชาธิปไตยที่ไร้ศีลธรรม เช่น การใช้สิทธิเสรีภาพอันมีแต่จะให้เกิดความปั่นป่วนความไม่สงบเรียบร้อย ความเสื่อมศีลธรรม ระบอบชนิดนี้เรียกว่าอนาธิปไตย หาใช่ประชาธิปไตยไม่

"ขอให้ระวัง อย่าปนประชาธิปไตย กับอนาธิปไตย"

"มติชนสุดสัปดาห์" พาดปก "ผู้ดี อนาธิปัตย์"

จดหมายฉบับยาวนั้น ส่งผลดังที่เห็น

บางพรรค บางคน ออกอาการเต้นเร่าๆ ยิ่งกว่า "ผู้ดี" โดนเหยียบ "ตาปลา"
[Continue reading...]

Tuesday, August 6, 2013

“นิพิฏฐ์” ประกาศเดินนำหน้า ลั่น ขอตายก่อนประชาชน

- 0 comments
เวลา 20.10 น. 6 ส.ค. 56 นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ปราศรัยบนเวทีผ่าความจริง ว่า ในวันที่ 7 สิงหาคมนี้จะเป็นสงคราม 9 ทัพ เราจะแตกเป็นทัพย่อยเข้ารัฐสภา ขออย่าได้กลัวการสกัดกั้นของตำรวจ เพราะเราไปมือเปล่า ใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 63 ซึ่งใหญ่กว่า พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ ถ้าตำรวจหน้าไหนไม่ให้เข้าจดชื่อถ่ายรูปไว้แล้วไปเจอกันที่ศาล และขอให้จำไว้ว่า  ตนจะเดินนำหน้ามวลชน

"สองตาของเราจะไม่เห็นพี่น้องบาดเจ็บ เพราะเราจะตายก่อนพี่น้อง ผู้แทนฯคนไหนปล่อยให้ประชาชนเจ็บแสดงว่าผู้แทนฯ คนนั้นทรยศประชาชน แต่ถ้าพี่น้องเผาพี่น้องรับผิดชอบเอง เพราะเราจะไปอย่างเสรีชน ขณะนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี วันนี้เดินย่ำรอยเท้าของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีเข้าทุกวันๆแล้ว ทำนายว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ต้องไปอยู่กับพ.ต.ท.ทักษิณ แน่นอน  "

ที่มา:มติชน
[Continue reading...]

ทำแล้วได้อะไร ?

- 0 comments
เห็นข่าวที่มีกลุ่มคนเสื้อแดงบุกไปเรียกร้องให้พรรคประชาธิปัตย์ หนุน พ.ร.บ. ถึงหน้าที่ทำการพรรค  มีคำถามในใจว่า ทำไปเพื่ออะไร

เราทราบกันดีอยู่แล้วว่าจุดประสงค์  ของประชาธิปัตย์ คืออะไร ถึงขนาด โกหก "หน้าตาย" บนเวทีผ่าความจริงเขายังทำ เป็นไปไม่ได้เลยที่พรรคนี้ จะยุติบทบาทนี้

การไปถึงที่ทำการพรรคเท่ากับเติมเชื้อไฟให้ทางพรรคประชาธิปัตย์ มีเป้าโจมตี เพิ่มขึ้นอีก การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไร กับที่ผู้กอง "ปูเค็ม" บุกพรรคเพื่อไทย

ชั่วโมงนี้เราควรอยู่ในที่ตั้ง เป็นดีที่สุด ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภา เขาทำหน้าที่กัน คอยดูและคอยให้ความรู้ทางวิชาการ ให้ความจริงกับสังคม ว่าทำไมถึงต้องนิรโทษ มีความจำเป็นอย่างไร

ปล่อยให้พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มกองทัพประชาชนเขาดิ้นกันไป อาละวาดกันไป ยิ่งเขาแสดงความกักขฬะ มากเท่าไหร่ ความชอบธรรมในการเสนอ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ยิ่งมีน้ำหนักมากขึ้น

ป่วยการที่จะไปพูดกับคนที่กำลังหน้ามืดตามัว ให้เขาแสดงไปให้เต็มที่  อย่าลืมว่า ทุกสายตาต่าง จ้องมาที่รัฐสภา

เราต้องการความชอบธรรม ต้องทำในสิ่งที่ถูกต้องและชอบธรรมด้วย สังคมเขาถึงจะเห็นใจและเข้าใจ

[Continue reading...]

Monday, July 29, 2013

เสียดายประชาธิปัตย์ ล้มล้างหลักการ"ยึดมั่นในระบบรัฐสภา"

- 0 comments
บทบรรณาธิการ นสพ.ข่าวสด
ปัจจัยประการหนึ่งที่ทำให้ผู้ติดตามความเคลื่อนไหวทางการเมืองวิเคราะห์ว่า สถานการณ์การเผชิญหน้าทางการเมืองในช่วงเดือนสิงหาคม-กันยายน จะร้อนแรงยิ่งกว่าปกติ

ก็คือการประกาศย้ำบนทุกเวทีปราศรัยของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ส.ส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตเลขาธิการพรรค

ว่าต่อไปนี้ตนเองและคณะพรรคจะต่อสู้ทั้งในสภาและนอกสภา ถ้าสู้ในสภาไม่ได้ก็จะออกมาสู้นอกสภาร่วมกับประชาชนทั้งหลาย

"พวกผมจะฟังเสียงนกหวีด หากประชาชนเป่าก่อนผมก็จะออกมาทันที

"และถ้าผมเป่าก่อนประชาชนก็ออกมาช่วยด้วยแล้วกัน"

นายสุเทพระบุว่าในเดือนสิงหาคม-กันยา ยนจะเกิดเหตุรุนแรงแน่ เพราะเปิดสภาวันที่ 1 สิงหาคมนี้ มีเรื่องใหญ่ 3 เรื่องที่จะต้อง สู้กัน ทั้งในสภาและนอกสภา

เรื่องแรกคือการออกกฎหมายให้รัฐบาลมีอำนาจกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เรื่องที่ 2 การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะลิดรอนสิทธิเสรีภาพของคนไทย ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครอง

และเรื่องสุดท้ายคือเขียนกฎหมายพิเศษ ล้มล้างความผิดให้กับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และบริวารที่เป็นแกนนำ พาคนมาชุมนุมในปี 2553

"ถึงเวลาที่ประชาชนทุกจังหวัดต้องลุกขึ้นสู้และเตรียมพกนกหวีดไว้ ถ้าเสียงนกหวีดดังพร้อมกันเมื่อไหร่

"จะได้เห็นกันว่าเดือนสิงหาคมและกันยายนจะเป็นไปตามคำทำนายของโหรหรือเปล่า"

ความร้อนแรงของนายสุเทพ แม้ในด้านหนึ่งจะเป็นที่เข้าใจได้ถึงภาวะอารมณ์ของผู้ตกเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ในการต่อสู้ในสนามเลือกตั้ง

แต่ในอีกด้านหนึ่ง การประกาศตัวอย่างชัดเจนว่าเลือกที่จะไม่ใช้หนทางรัฐสภาเป็นเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาหรือความขัดแย้งในสังคม แต่เลือกที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งชัยชนะ

ก็เป็นการล้มล้างหลักการ"ยึดมั่นในระบบรัฐสภา"ที่พรรคประชาธิปัตย์ประกาศตัวมา โดยตลอด

เป็นการตอกย้ำภาพเดิมของการจัดตั้งรัฐบาลในค่ายทหาร การใช้กำลังปราบปรามประชาชน

ภาพที่พรรคประชาธิปัตย์ปฏิเสธมาโดยตลอดว่าไม่เป็นความจริง
[Continue reading...]

Saturday, July 6, 2013

" มาร์ค" ทอล์คโชว์ ขออาสากลับมาประคับประคองประเทศ

- 0 comments

เมื่อเวลา 17.30 น. วันที่ 6 ก.ค. ที่โรงหนังสกาลา นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้กล่าวทอล์กโชว์หัวข้อ “จากต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ ถึงกรรเชียงปู และเงินกู้ผลาญแผ่นดิน”ตอนหนึ่งว่า นึกไม่ถึงว่าจะจะต้องมาพูดเรื่องการกู้เงินมากมายมหาศาลทั้งที่มีตัวอย่างวิกฤตเศรษฐกิจให้เห็นทั่วโลก ย้อนไปในปี 2540 เมื่อพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่บอกว่าเข็ดแล้วเรื่องกู้ ไม่ชอบการกู้ แต่เมื่อมาเป็นรองนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลพล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ก็กู้เงิน 7 แสนล้านบาท จากไอเอ็มเอฟ และพ.ต.ท.ทักษิณยังกู้ก้อนที่สอง 7.8 แสนล้านบาทที่อ้างว่ามาใช้หนี้กองทุนฟื้นฟู และล่าสุดรัฐบาลน.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร กำลังจะกู้เงินอีก 2 ล้านล้านบาท จะเห็นว่าคนที่เข็ดเรื่องการกู้กลับเป็นแชมป์เงินกู้มากที่สุดได้รับเหรียญทอง แต่ในวิกฤตต้มยำกุ้ง รัฐบาลนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี ก็ใช้เวลาเพียง 3 ปี ในการฟื้นฟูขึ้นมาได้ และเริ่มทยอยใช้หนี้ไอเอ็มเอฟได้ ต่อมาใน 2550 เริ่มวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ที่สหรัฐอเมริกา แต่ไม่กระทบไทยโดยตรง เพราะสิ่งที่ทำไว้หลังช่วงต้มยำกุ้ง กฎระเบียบต่างๆ ทำให้สถาบันการเงินเข้มแข็งขึ้น แต่การส่งออก การท่องเที่ยว ติดลบ รายได้จึงหดหาย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวอีกว่า จนตนมาเป็นนายกรัฐมนตรี จึงจำเป็นต้องออกมาตรการ ต้องออกพ.ร.ก.กู้เงิน 4 หมื่นล้านบาท ที่เรียกว่าไทยเข้มแข็ง เพื่อกระตุ้นจนทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวขึ้นมาสูงสุดในปี 2554 อัตราว่างงานก็ลดลง พอเปลี่ยนรัฐบาลอัตราการเจริญเติบโตโดยรวมก็ลดลงจากภาวะน้ำท่วม จากนั้นมาถึงกรรเชียงปู ที่เรียกว่ากู้ผลาญแผ่นดิน แต่ก็เรียกน้ำย่อยโดยการกู้เงินเร่งด่วนในโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท แต่จนถึงวันนี้่ใช้เงินไปไม่ถึงหมี่นล้านบาท เพราะมัวไปออกแบบวิธีการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีพิสดารหาวิธีรวมแข่งประมูล ทำให้จนถึงวันนี้ชาวบ้านยังไม่รู้เลยว่าจะสร้างอ่างเก็บน้ำตรงไหน จนตอนนี้เราต้องมาเจอกับการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทหรือหนี้ความเร็วสูง ซึ่งเป็นภาระหนี้ท่วมหัวของคนไทย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงผลกระทบจากนโยบายของรัฐบาลว่า เป็นการก่อหนี้สาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นรถคันแรก ที่ต้องใช้เงินกว่าแสนล้านบาทและโครงการรับจำนำข้าวที่ยังไม่รู้ว่าจุดจบจะอยู่ที่ตรงไหน และไม่เชื่อว่าถ้ารัฐบาลยังทำโครงการรับจำนำข้าวอยู่ความสมดุลของงบประมาณจะอยู่ตรงไหน เพราะขณะนี้นอกจากปลูกข้าวไว้เก็บแล้วยังปลูกข้าวไว้ดูด้วย เพราะมีการติดกล้องซีซีทีวีไว้ตามโรงสีต่างๆ คือไม่คิดจะขายกันแล้วใช่หรือไม่ ทั้งนี้ยืนยันว่าอนาคตเราเลือกได้จริงๆเพราะคนที่เข้ามาบริหารประเทศ ต้องเอาบ้านเมืองมาก่อนเรื่องส่วนตัว และต้องเอาธรรมาภิบาลกลับคืนมา ทุกครั้งที่พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาบริหารประเทศก็เหมือนเก็บเงินไว้ให้คนอื่นใช้ ครั้งหน้าขอพรรคประชาธิปัตย์ใช้เงินเองบ้าง เราผ่านวิกฤตมาหลายครั้ง ขอยืนยันว่าขออาสาตัวประคับประคองและพัฒนาประเทศต่อไป.
[Continue reading...]

พี่ร้อง น้องรำ อาการ หน้ากากขาว กับ ประชาธิปัตย์ ในที่สุด "หาง" ก็เริ่มโผล่

- 0 comments
แท้จริงแล้ว แถลงการณ์ อันมาจากขบวนการ วี ฟอร์ ไทยแลนด์ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ว่าด้วย พักกิจกรรม

 1 เป็นการพักจริงๆ แต่ก็เสมอเพียงเป็นการพักชั่วคราว

 เพราะ 1 อีกเพียง 2 วันต่อมาก็มีสาส์นประกาศออกมาว่า จะนัดชุมนุมครั้งที่ 6 อย่างแน่นอน แต่มิใช่ที่ลานห้างเซ็นทรัล เวิลด์ แยกราชประสงค์ เหมือนเมื่อ 5 ครั้งก่อน

 หากแต่เป็นลานพระบรมรูป ร.6 ณ สวนลุมพินี

 จากนี้จึงเห็นได้ชัดมากยิ่งขึ้นว่า แถลงการณ์ พักกิจกรรม เสมอเป็นเพียงการพักเพื่อทบทวนและได้บทสรุปใหม่อันเท่ากับเป็นการพัฒนา

 พัฒนาจาก ราชประสงค์ ไปยัง สวนลุมพินี

 ขณะเดียวกัน ในระหว่างการพัก 1 สัปดาห์บรรดา ตะกอน ที่เคยนอนก้นตั้งแต่การชุมนุมเคลื่อนไหวเมื่อวันที่ 23 และวันที่ 30 มิถุนายน ก็เริ่มปรากฏ

 นั่นก็คือ การแย่งชิง การนำ

 อาจเป็นเพราะการชุมนุมของหน้ากากขาว 5 ครั้งที่ผ่านมา ณ ลานห้างเซ็นทรัล เวิลด์ แยกราชประสงค์ ดำเนินไปอย่างเป็นเวทีเปิด

 จึงย่อมยากลำบากในการควบคุม บริหาร

 นี่ย่อมแตกต่างไปจากการจัดชุมนุมเคลื่อนไหวในต่างจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นที่ภูเก็ต สงขลา ตาก พิษณุโลก ชลบุรี อันมีพื้นฐานของพรรคประชาธิปัตย์ดำรงอยู่

 ความจริง ในกทม.มีฐานของพรรคประชาธิปัตย์เหมือนกัน แต่ยังกระมิดกระเมี้ยน

 เป็นภาวะกระมิดกระเมี้ยนและสำแดงออกผ่านเวที ผ่าความจริง อย่างเป็นด้านหลัก จึงถือเอาการเคลื่อนไหวผ่านปรากฏการณ์ หน้ากากขาว เป็นเหมือนส่วนเสริมและเติมจากที่เคยร่วมส่วนกับกลุ่มเสื้อหลากสี กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย

 นั่นก็คือ ถนัดในบทแบบ อีแอบ

 ความที่การชุมนุม หน้ากากขาว ดำเนินไปอย่างลับๆ ล่อๆ ภายใต้หน้ากาก จึงเย้ายวนบรรดานักสู้ผู้มากด้วยความจัดเจนทางการเมืองเป็นอย่างสูง

 เพียง 3 ครั้งเท่านั้น หาง ของแต่ละกลุ่มก็เริ่มโผล่

 เพราะว่าปริมาณที่ขยายอย่างรวดเร็วมิได้เป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ หากเติมมาจากธรรมาธิปไตยซึ่งปักหลักอยู่ท้องสนามหลวง

 เมื่อมีรถกระบะมารอรับถึงที่ก็ย่อมสะดวกสบาย

 แต่ในความลื่นไหลของปริมาณคนซึ่งเข้ามาเติมเต็มนั้นก็ทนไม่ได้ที่จะเห็นการชุมนุมแล้วเดินแล้วก็สลาย ความพยายามในการเข้ามาชี้นำกำกับการเคลื่อนไหวจึงบังเกิดขึ้น

 สร้างความ ตื่นกลัว จนต้อง พักกิจกรรม

 อาการขยับของกลุ่ม วี ฟอร์ ไทยแลนด์ กลับยิ่งฉายสะท้อนเงารูปอันทะมื่นอยู่เบื้องหลัง

 เพราะว่าในวันที่ 14 กรกฎาคม มีการชุมนุมที่สวนลุมพินีของหน้ากากขาว แต่พออีก 9 วันต่อมา พรรคประชาธิปัตย์ก็จัดเวที ผ่าความจริง ที่วงเวียนใหญ่

 มีการร่ายรำจาก น้อง บรรดา พี่ ก็ต้องขยับให้เข้ากับเพลง

ที่มา : ข่าวสดออนไลน์                

                                     
[Continue reading...]

Thursday, June 27, 2013

มาร์ค ให้สัมภาษณ์ การปรับคณะรัฐมนตรี “ย้ำ” สำนึกว่าที่รมต. กล้าแข็งข้อ ไม่ทำตามคำบงการนายใหญ่

- 0 comments
วันนี้ (27 มิ.ย.) เวลา 11.30 น. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ถึงการที่รัฐบาลเตรียมปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.)ว่า การปรับครม.ครั้งนี้มาจากที่รัฐบาลถูกกระแสกดดันหลายเรื่อง โดยเฉพาะเรื่องข้าว และปัญหาเศรษฐกิจ รัฐบาลไม่สามารถปฏิเสธได้ว่า รายชื่อรัฐมนตรีใหม่ ที่ปรากฏออกมาเป็นคนใกล้ชิดนายใหญ่ และเป็นสมาชิกบ้านเลขที่ 111 โดยรอโอกาสเข้ามามีตำแหน่งทางการเมืองอีกครั้ง ต้องคอยดูว่า คนที่มาเป็นรัฐมนตรีคนใหม่จะกล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง กล้าเปิดเผยข้อมูลให้โปร่งใส สะสางการทุจริตให้โปร่งใสได้หรือไม่ จุดนี้สำคัญกว่าการที่จะทราบว่า รัฐมนตรีคนไหนชื่ออะไร เช่นเดียวกับปัญหาความรุนแรงในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ จุดสำคัญคือ รัฐมนตรีที่จะมาดูแล จะสะสางเรื่องการพูดคุยกับกลุ่มบีอาร์เอ็นอย่างไร ไม่ให้เกิดความรุนแรงในพื้นที่เพิ่มขึ้น
“ความสำคัญอยู่ที่คนที่เข้ามาใหม่ จะมาเปลี่ยนแปลงการทำงานได้หรือไม่ ถ้าทำไม่ได้ ไม่ว่า จะปรับครม.กี่รอบ ก็ถือว่า ไม่มีประโยชน์อะไร ทุกคนที่เข้ามาเป็นรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ได้รับการโปรดเกล้าฯ มีความรับผิดชอบทางรัฐธรรมนูญ จะต้องสำนึกว่า ตำแหน่งที่ได้มา มีความรับผิดชอบอะไร และไม่ควรให้ใครมาบงการ ที่ผ่านมาการทำงานของรัฐมนตรีคนเก่ายังไม่มีอะไร ไม่แก้ปัญหาให้ประชาชน จ้องแต่จะผลักดันวาระที่เป็นประโยชน์ส่วนตัวของพรรคพวก ความจริงรัฐบาลสามารถอยู่ได้ครบเทอม ถ้าตั้งใจทำงานและรักษาประโยชน์ส่วนรวม แต่ถ้าไปทำเรื่องยุ่งๆ ไม่ว่า จะปรับครม.อย่างไรก็จะอยู่ยาก จะมีปัญหา และลำบาก การบริหารไม่เดินหน้า การเมืองก็จะตึงเครียดตลอด ผมคิดว่า จุดนี้ต้องเริ่มจากนายกฯ ต้องทำให้เป็นนายกฯ ตัวจริงก่อน”นายอภิสิทธิ์ กล่าว.
[Continue reading...]
 
Copyright © . Yak Ratchaprasong - Posts · Comments
Theme Template by BTDesigner · Powered by Blogger