Showing posts with label กล้าณรงค์. Show all posts
Showing posts with label กล้าณรงค์. Show all posts

Wednesday, November 12, 2014

ปปช.จ้องฟันจำนำข้าว..แต่กลับลากคดี ปรส.จนหมดอายุความ

- 0 comments

เห็นได้ชัดว่า เห็นได้ชัดว่า “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” เร่งรัดตรวจสอบ “กรณีโครงการรับจำนำข้าว” อย่างผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับ (ป.ป.ช. )เมื่อเปรียบเทียบกับ “คดีทุจริตโครงการระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล” ของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ของ "รัฐบาลอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ"

เพราะเมื่อเปรียบเทียบระยะเวลาดำเนินการ โดย “คดีทุจริตโครงการระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล” ยุค “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ “ป.ป.ช.” มีมติตั้ง “อนุกรรมการฯ” ขึ้นมาตรวจสอบ ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 อีกทั้ง “กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)” ได้ทำหนังสือ รายงานผลการสอบสวนของดีเอสไอ พร้อมข้อมูลหลักฐาน ไปให้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2555 … มาจนถึงวันนี้ ยุค "รัฐบาลอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ" ที่ "ป.ป.ช. " มีมติตั้ง "อนุกรรมการฯ " ขึ้นมาตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 อีกทั้ง "กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)" ได้ทำ หนังสือรายงานผลการสอบสวนของดีเอสไอพร้อมข้อมูลหลักฐานไปให้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2555 ... มาจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีใครได้เห็นความคืบหน้าของ  "ป.ป.ช. "

แต่กับ “กรณีโครงการรับจำนำข้าว” ที่เพิ่งมีการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ได้ไม่นานและเพิ่งมีการดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นทางการ โดยมี “วิชา มหาคุณ” กรรมการ ป.ป.ช.  เป็น “อนุกรรมการฯ สอบสวน” กลับเร่งสอบ “แถลงข่าวความคืบหน้า” ไม่เว้นแต่ละวัน
อย่างนี้ “เลือกปฏิบัติ” และ “สองมาตรฐาน” อย่างเห็นได้ชัดหรือไม่ ?

แต่ไม่ใช่จะมีเพียงเท่านี้ ที่แสดงให้เห็น “มาตรฐานการทำงาน” ของ “องค์กร ป.ป.ช.” แห่งประเทศไทย  เพราะยังมี “คดีประวัติศาสตร์ ปรส.” ที่นับเป็น “ความชั่วร้ายแรง” ของ “พรรคประชาธิปัตย์ (ป.ช.ป.)” อีกคดีหนึ่งที่น่าสนใจ!

โดย “คดีอัปยศ ปรส.” นั้นเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ “วิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่แตก” เมื่อปี 2540  "ชวนหลีกภัย" หัวหน้าพรรคปชป ก็ได้ฉวยโอกาสที่ “รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” กำลัง เซ-ถลำ สวมรอยเข้ามาครองอำนาจรัฐ เป็น “รัฐบาล” 

เมื่อ “ชวน หลีกภัย” และ “พลพรรค ปชป.” ได้อาสาเข้ามาแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ก็เร่งขายทรัพย์สินของ “องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน”  "ปรส." เกี่ยวกับ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการไปก่อนหน้า ให้กับต่างชาติในราคาถูกแสนถูก

จาก มูลค่าประมาณ 851,000 ล้านบาท จากมูลค่าประมาณ 851,000 ล้านบาท
ด้วยความฉลาดหลักแหลม ของ “ชวน หลีกภัย” และ “ทีมเศรษฐกิจพรรค ปชป.” 

จึงพยายามนำไป “เร่ขาย” ให้กับ “ต่างชาติ” ด้วยมูลค่าเพียง 190,000 ล้านบาท
“ขายแบบขาดทุน” สุทธิ 661,000 ล้านบาท (หกแสนหกหมื่นหนึ่งพันล้านบาท) โดยก่อนหน้านี้
“กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)” ได้สรุปสำนวนความผิด “คดี ปรส.” เอาไว้ว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  และยังพบว่ามีหลายกรณีไม่เป็นไปตามกฎหมายระเบียบหลักเกณฑ์รวม 10 ประเด็น เรียบร้อยแล้ว คือ

1. ปรส. ยินยอมให้นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. โดยมิชอบ

2. คณะกรรมการ ปรส.บางคนมีส่วนเกี่ยวข้อง ปกปิดข้อเท็จจริง กระทำการโดยไม่โปร่งใส

3. ข้อกำหนดของ ปรส. ที่ให้ผู้ชนะการประมูลโอนสิทธิได้ขัดต่อกฎหมาย

4. การโอนสิทธิ ของผู้ชนะการประมูลไม่ชอบ ขัดต่อ พ.ร.ก.ปรส.

5. ข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของคณะกรรมการ ปรส. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

6. คณะกรรมการ ปรส. และกลุ่มนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. ฝ่าฝืนข้อสนเทศการขายทรัพย์สิน

7. กองทุนรวมที่รับโอนสิทธิจากผู้ชนะการประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล

8. มีการทำสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

9. สิทธิของนิติบุคคลที่ชนะการประมูลไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของปรส. และ

10. ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ปรส.บางคนขาดคุณสมบัติ เนื่องจากดำรงตำแหน่งทับซ้อนกับสถาบันการเงินอีกแห่ง

การขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินทั้ง 56 แห่ง ในกลุ่มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย มีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นความผิดทางอาญา


แต่ปรากฏว่าในส่วนของ “ป.ป.ช.” ได้จัดให้มีการแถลงข่าวเอิกเริก เมื่อ 3 มิถุนายน 2556 โดย "คณะอนุกรรมการไต่สวน คดีการดำเนินการบริหารองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน” หรือ “ปรส.” ที่มี  "นายใจเด็ดพรไชยา" กรรมการป.ป.ช.  เป็นประธานมีมติยก "คำร้อง 3 สำนวน" ประกอบด้วยคดีที่นายธารินทร์นิมมานเหมินทร์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัย รัฐบาลนายชวนหลีกภัย และผู้เกี่ยวข้องในฐานะผู้กำหนดนโยบาย โดยระบุว่าไม่มีส่วนในการขายทรัพย์สินโดยมิชอบ

แต่กลับชี้มูลความผิด 1 สำนวนคือของนายมนตรีเจนวิทยาการเลขาธิการปรส ในฐานะที่ไม่ปฏิบัติตามข้อสนเทศ เรื่องการประกาศขายทรัพย์สิน ของ ปรส.

ขณะเดียวกัน ยังเหลืออีก 1 สำนวนที่กล่าวหา คณะกรรมการ ปรส.ในการขายทรัพย์สิน ให้กองทุนรวมเอเชียคอบเวอรี่ คดีนี้จะ “ขาดอายุความ” ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2557

ชัดเจน …. ชัดเจน ... “คดี ปรส.” มูลค่าความเสียหาย 661,000 ล้าน (หกแสนหกหมื่นหนึ่งพันล้านบาท) “ป.ป.ช.” ยกคำร้อง … “ปชป.”รอด !
และในที่สุด เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 57 .ป.ป.ช.ร่อนหนังสือแจง "ไม่มีคดีปรส."อยู่ในการดำเนินการของป.ป.ช.แต่อย่างใด
หมายความว่าอย่างไร..ปปช.เพิกเฉยในการทำคดีนี้ และปล่อยให้หมดอายุความในที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจากพระนครสาส์น
[Continue reading...]

Tuesday, September 24, 2013

คลิป เปิดใจ"กล้าณรงค์" หลังพ้นตำแหน่ง "ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก"

- 0 comments

แม้หนทางข้างหน้าจะว่างเปล่า

แม้เหลือเราเท่านั้นที่ยืนสู้

แม้ไม่มีใครเลยจะคอยดู

เราจะอยู่สู้ต่อไปให้แผ่นดิน

นี่คือบทกลอนของ นายกล้านรงค์ จันทิก เจ้าของฉายา "มือปราบทุจริต" ที่เจ้าตัวภาคภูมิใจในผลงาน มากว่า 34 ปี

เปิดใจกล้าณรงค์ หลังจากพ้นตำแหน่ง เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2556 ยังยืนยัน ว่า"การทำงานที่ผ่านมา ไม่เห็นแก่หน้าใครทั้งสิ้น ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก

ในการทำงาน เจอแรงเสียดทานมากมาย แม้กระทั่งถูกปองร้าย ถูกยิง จนกระสุนขนาด .22 มม.ยังฝังอยู่ที่ขา จนถึงปัจจุบันนี้

แต่อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่านายกล้าณรงค์ เกษียณอายุราชการ แต่ก็ยังทิ้ง..ปริศนา..คลิปทวงหนี้ ของนางยมนา สุธาสมิท ให้สังคมกังขาว่า

นายกล้าณรงค์ ตรวจสอบทุกคดี ยกเว้น...ของตัวเอง
คลิกดูคลิปเปิดใจ

คลิกดูคลิป เปิดบันทึก "กล้านรงค์ จันทิก" พิชิตแรงเสียดทาน

คลิกดูคลิปทวงหนี้

คลิกดูคลิป กล้าณรงค์ โต้ไม่เคยเป็นหนี้
[Continue reading...]

Sunday, July 7, 2013

ปลุกสำนึกต้านโกง กรุยทางปราบคอรัปชั่น

- 1 comments

โครงการต่างๆที่เข้าข่ายการทุจริตไหลเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีหลายคดีเกี่ยวกับความอยู่รอดของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อีกหลายคดีเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และยังมีคดีทุจริตต่างๆค้างท่อกระบวนการตรวจสอบอยู่

ลูกหม้อ ป.ป.ช.
นายกล้านรงค์ จันทิกที่จะพ้นจากตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.หลังมีอายุครบ 70 ปีบริบูรณ์ในวันที่ 18 ก.ย.นี้ ให้สัมภาษณ์ ทีมข่าวการเมืองถึงเป้าหมายการปราบปรามการทุจริตของ ป.ป.ช.

โดยเริ่มต้นมองสถานการณ์การเมืองด้วยความห่วงใยอย่างยิ่ง ขอฝากทฤษฎีของเหตุและผล การแก้ปัญหาต้องแก้จากต้นเหตุที่แท้จริง และยอมรับเหตุที่แท้จริงแล้วจึงแก้ปัญหา ที่สำคัญเราต้องร่วมมือกันหาเหตุที่แท้จริงให้ได้ และร่วมมือกันแก้ไขตรงเหตุนั้น

ขณะนี้ต่างฝ่ายต่างอ้างเหตุกันคนละจุด นั่นคืออันตราย เพราะหาจุดร่วมกันไม่ได้ ผมไม่รู้ว่าสาเหตุคืออะไร แต่เมื่ออ้างกันคนละเหตุก็แก้ไขคนละจุด ผมเป็นห่วงในฐานะคนไทยคนหนึ่งที่อายุ 70 ปี อยู่ต่อไปได้อีกไม่นาน แต่ต้องการให้แผ่นดินนี้อยู่ต่อไปด้วยความสงบแก่ลูกหลาน

นายกล้านรงค์เล่าย้อนไปถึงสมัยเริ่มต้นชีวิตข้าราชการจนถึงระดับซี 11 เป็นเลขาธิการคณะกรรมการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) คนสุดท้าย สังกัดสำนักนายกรัฐมนตรี ผ่านร้อน ผ่านหนาว เฉียดตายระหว่างปฏิบัติหน้าที่มาหลายครั้ง

ตอนนี้นับถอยหลังเกษียณจากตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.ก็ไม่ได้รู้สึกใจหาย เพราะผมรักองค์กร ภูมิใจที่เคยเป็นเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช.คนแรก อยู่ ป.ป.ช.มาตลอดชีวิต ผูกพันองค์กรนี้ มีความภูมิใจตลอดที่รับราชการสำนักงาน ป.ป.ป.และเป็นเลขาธิการ ป.ป.ช.

แม้ตำแหน่งเลขาธิการ ป.ป.ช.เป็นแค่หัวหน้าส่วนธุรการ เป็นฝ่ายสนับสนุนกรรมการ ป.ป.ช.แต่ที่ผมมีบทบาทเพราะกรรมการ ป.ป.ช.มอบอำนาจให้ไปดำเนินการ คดีแรกที่ผมมีบทบาท คือ คดีเงินกู้ 45 ล้านบาทของ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ คดีที่สองเป็นคดีซุกหุ้นของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งสองคดีเป็นคดีที่หนักมาก

โดยเฉพาะคดี พ.ต.ท.ทักษิณ
  ต้องยอมรับว่ากดดันมาก แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่ เมื่อจบก็คือจบ ยืนยันไม่เคยปักธงว่าช่วยพรรคการเมืองนี้หรือเกลียดพรรคการเมืองนี้ ไม่เคยเอาความรัก ความชอบ ความไม่ชอบมาใช้ ผมทำงานตามหน้าที่ ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรก็จบ

หลายคดีของรัฐบาลชุดนี้ที่ไม่ผิด ผมก็บอกว่าไม่ผิด เช่น คดีปล่อยเงินกู้ 30 ล้านบาทของนายกรัฐมนตรี (น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร) นี่คือความเป็นกลางของผม

แต่ก็ยังถูกมองว่าเป็นขั้วตรงข้าม พ.ต.ท.ทักษิณ
นายกล้านรงค์บอกว่า แล้วทำไมไม่ดูคดีเงินกู้ของ พล.ต.สนั่น ตอนนั้นเป็นคนของพรรคประชาธิปัตย์ ผมถือว่าไม่มีอคติ ไม่มีฝ่าย ไม่มีพวก ผมยืนยันอย่างนี้อย่าไปคิดในทางการเมือง เรื่องกฎหมายเป็นคนละเรื่องกับการเมือง อย่าเอาไปปนกัน

การทำงานของ 9 ป.ป.ช. ไม่มีใครวิ่งเต้นได้ เราไม่เคยมานั่งหารือกันนอกรอบว่าแต่ละเรื่องจะเป็นอย่างไร เรื่องที่จะเข้าประชุมวันนี้ถ้ามาถามผมว่ามติที่ประชุม ป.ป.ช.จะออกมาอย่างไร ผมตอบไม่ได้ เพราะไม่ทราบว่า ป.ป.ช.อีก 8 คนคิดเห็นอย่างไร

พอเข้าที่ประชุมแต่ละคนจะมีคำถามที่ซักถามจากที่ได้ไปอ่านสำนวนมา ใครไม่เข้าใจจุดใดจะซักถามเจ้าหน้าที่และคณะอนุกรรมการ ซักจนเข้าใจสมบูรณ์ดีแล้ว ประธานคณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงถามว่าใครเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับคณะอนุกรรมการให้ยกมือ ถ้าใครไม่เห็นด้วยก็ทำความเห็นแย้งไว้ ยืนยันได้ว่าไม่มีทางที่ ป.ป.ช.คนหนึ่งเห็นด้วยแล้ว ป.ป.ช.อีก 8 คนจะเห็นตาม

ในทางการเมือง ป.ป.ช.ถูกมองว่าตุลาการภิวัฒน์เป็นหน่วยงานหนึ่งที่จะล้มรัฐบาล
นายกล้านรงค์ออกตัวว่า ป.ป.ช.ไม่ใช่ตุลาการภิวัฒน์ แต่เป็นกระบวนการตรวจสอบเหมือนพนักงานสอบสวน ถ้ามีมูลความผิด จะส่งให้อัยการสูงสุดเป็นผู้ฟ้อง หรือถ้าอัยการไม่เห็นด้วยและตกลงกับ ป.ป.ช.ไม่ได้ ป.ป.ช.จะเป็นฝ่ายฟ้องเอง และศาลจะมีคำวินิจฉัยลงโทษหรือยกฟ้อง

ลองถามย้ำอีกครั้งว่า ป.ป.ช.ถูกมองว่าเป็น หน่วยที่จะล้มรัฐบาลยิ่งลักษณ์
นายกล้านรงค์ยืนยันว่าไม่มี ป.ป.ช.ไม่ใช่หน่วยล้มรัฐบาลแต่ตรวจสอบทุกฝ่าย ใครผิดว่าไปตามผิด ทำงานตามหน้าที่ ถ้ารัฐบาลชุดเก่าทำผิดก็ต้องดำเนินคดี

มีหลายคดี ที่จะกระทบต่อเสถียรภาพ ของรัฐบาล เช่น โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท โครงการรับจำนำข้าว
นาย กล้านรงค์บอก ว่า ขณะนี้ ป.ป.ช.ระดมทำงานเต็ม ที่ ประชุมกันทุกสัปดาห์ โดยคณะอนุกรรมการตรวจ สอบคดีรับจำนำข้าวตรวจสอบมีความคืบหน้าไปมาก ขณะเดียวกัน ป.ป.ช.ตรวจสอบโครงการประกันราคาข้าวสมัยรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ควบคู่ไปด้ว

ตอนนี้มีข้อมูลไหลเข้ามามาก บางอันมีเช็คเป็นร้อยฉบับ สอบปากคำพยานบุคคลสำคัญๆไปหลายปาก แต่ไม่ขอเปิดเผยรายละเอียดเกรงจะเกิดความไม่เป็นธรรม


คดีรับจำนำข้าวมีข้อมูลโยงไปถึงนายกรัฐมนตรีอย่างไรบ้าง
  “นายกล้านรงค์ออกตัวว่า หลักของ ป.ป.ช.ต้องสอบเอกสาร พยานบุคคลที่จะไล่ลงและไล่ขึ้น ยังตอบไม่ได้จะไล่ไปถึงใครบ้าง ขณะนี้เราตั้งข้อกล่าวหา รมว.พาณิชย์เพียงคนเดียว

มี 2 คดีใหญ่ๆ ท่านระบุว่าจะเสร็จก่อนถึงวันที่พ้นจากตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช.
นายกล้านรงค์บอกว่าขณะนี้ตอบไม่ได้ เพราะไม่ทราบว่ากรรมการ ป.ป.ช.อีก 8 คนตรวจสอบคดีต่างๆไปถึงไหนแล้ว จะรู้ได้ต่อเมื่อมีการจัดเป็นวาระการประชุม รวมถึงคดีทุจริตโครงการฝายแม้วที่ผมรับผิดชอบ สอบปากคำไป 600-700 ปาก จะเสร็จทันก่อนเกษียณหรือไม่ ยังบอกไม่ได้ว่าจะเสร็จเมื่อไหร่

ขณะนี้ ป.ป.ช.มีงานเยอะมาก วันแรกที่ผมเข้ามาเป็นกรรมการ ป.ป.ช.มีคดีทับถมกันมารวมกว่า 29
,000 เรื่อง ทำเสร็จไปแล้วเหลือคดีอยู่ประมาณ 9,000 เรื่อง และยังต้องตั้ง ป.ป.ช.จังหวัด 76 จังหวัด ยกเว้น กทม. โดยส่งเจ้าหน้าที่ระดับ 9 ที่เป็น ผอ.ไปประจำเป็น ผอ. ป.ป.ช.จังหวัด ล้วนเป็นมือทำงานที่เป็นเจ้าของสำนวนคดีทุกคน

ไม่นับรวมจะส่งเจ้าหน้าที่อัตรากำลังจังหวัดละ 15 คน รวม 1
,140 คน แต่ ป.ป.ช.มีอัตรากำลังแค่ 1,069 คน จึงต้องขออัตรากำลังเพิ่มจากรัฐบาล กรรมการ ป.ป.ช.ทั้ง 9 คนกำลังแก้ปัญหานี้กันอย่างหนัก ต้องคัดสรรคณะกรรมการ ป.ป.ช.จังหวัดด้วย โดยมีงานป้องกัน งานปราบปราม การตรวจสอบทรัพย์สิน และสำนวนคดีต่างๆอีกมากมาย ภารกิจของ ป.ป.ช.ถือว่าหนักจริงๆ กรรมการ ป.ป.ช.บางคนต้องโดดลงไปตรวจสำนวนด้วยตัวเองทั้งหมด

อะไรคืออุปสรรคของ ป.ป.ช.
นายกล้านรงค์บอกว่า การแก้ปัญหาคอรัปชันต้องใช้หลัก 3 ป.คือ 1.ปลุกและปลูกจิตสำนึกให้รังเกียจการคอรัปชัน 2. การป้องกัน 3. การปราบปราม

อุปสรรคใหญ่ของเราคืองานป้องกันการทุจริต เพราะประชาชนมีค่านิยมยอมรับได้ถ้ารัฐบาลทุจริตแล้วประเทศได้ประโยชน์ สะท้อนจากผลสำรวจโพลล์ที่ไปถามนักศึกษาแบบคำถามปลายปิด เป็นการถามจากตรรกะที่ผิด โดยใช้คำว่าถ้ารัฐบาลทุจริตแล้ว ประเทศได้ประโยชน์ ประชาชนยอมรับได้หรือไม่

ขณะที่โพลของ ป.ป.ช.ที่ไปสอบถามประชาชนในระหว่างวันที่ 27-12 มี.ค. 56 กลับมีผลไปคนละอย่าง อาทิ กลุ่มตัวอย่าง 81.7% เห็นด้วยอย่างยิ่งถึงการคอรัปชันโกงกินเงินแผ่นดินเป็นเรื่องไม่ดี ทำให้ประเทศชาติเสียหาย พอถามว่าคนคอรัปชันโกงเงินแผ่นดินเป็นคนไร้ศีลธรรม กลุ่มตัวอย่าง 92.5% เห็นด้วย เมื่อถามว่าคนคอรัปชันเงินแผ่นดินเป็นคนเลว น่ารังเกียจ คบไม่ได้ กลุ่มตัวอย่าง 87.2% เห็นด้วย

ป.ป.ช.ยังทำโพลแบบคำถามปลายเปิดให้คนตอบเขียนคำตอบเอาเอง โดยไปถามนักศึกษาว่าวิธีกำจัดการคอรัปชันให้หมดจากแผ่นดินไทยควรทำอย่างไร ปรากฏว่าคำตอบที่ผู้ตอบมากที่สุดคือ ประหารชีวิต ฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ 7 ชั่วโคตร ซึ่งเป็นสิ่งที่นักศึกษาเขียนเองจากจิตสำนึก

ผมอยากให้เอาแบบสอบถามอันนี้ไปให้ข้าราชการทุกกระทรวงตอบ มั่นใจว่าจะผลออกมา 100% ว่ารังเกียจการคอรัปชัน ถือเป็นสัญญาประชาคม ต่อไปกระทรวงใดมีการคอรัปชันเกิดขึ้น เจ้ากระทรวงจะต้องรับผิดชอบ เพราะจะถูกแรงกดดันจากสังคม ถูก
โซเชียล แซงชั่นมันจะเกิดความละอาย

การปราบปรามอย่างไรการคอรัปชันก็ไม่หมดไป หากไม่แก้โดยปลุกจิตสำนึกของคน ผมทุ่มเททั้งชีวิตในเรื่องนี้ เพื่อสร้างแรงกดดันให้เกิดขึ้นในสังคม ใช้
โซเชียล แซงชั่นบุคคลที่คอรัปชันเป็นช่องทางเดียวที่จะแก้ไขการคอรัปชันให้หมดไป

ที่มา:ทีมข่าวการเมืองไทยรัฐ

 
[Continue reading...]

Wednesday, July 3, 2013

คลิปที่ 2 ทวงนี้กล้านรงค์ โดยนางยมนา ยืนยันว่าสิ่งที่พูดไปคือความจริงและเชื่อใจกล้านรงค์-พันธิพาไม่คิดว่าจะโกง พร้อมเรียกร้องให้ทั้ง 2 คนแสดงความรับผิดชอบ

- 1 comments
 
 
เมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมาคุณ Oreocutie5555 ได้โพสต์คลิปลงเว็บไซต์ยูทูป ในชื่อ ทวงหนี้กล้านรงค์ ep2 ซึ่งผู้หญิงในคลิปเป็นคนเดียวกันกับคลิปทวงหนี้กล้านรงค์ ep 1โดยคลิปนี้ นางยมนา สุธาสมิธ ได้ออกมายืนยันว่า ทุกอย่างที่พูดไปนั้นคือความจริงพร้อมเรียกร้องให้ออกมารับผิดชอบกับสิ่งที่ทำลงไป ซึ่งในคลิปมีข้อความระบุว่า
 
 
"สวัสดีค่ะหลังจากที่ดิฉันได้ฟังคุณกล้านรงค์แถลงก้รู้สึกสับสนค่ะ และคิดว่าคุณกล้านรงค์ก็คงสับสนเหมือนกันถึงออกมาให้สัมภาษณ์แต่ละครั้งไม่ตรงกันเลยสักครั้ง ตอนแรกบอกว่าเป็นเรื่องธุรกิจ เป็นการทำธุรกิจระหว่างดิฉันกับภรรยาคุณกล้านรงค์ แต่พอมาตอนหลังบอกว่า ตัวเองกับภรรยาไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ และตัวคุณกล้านรงค์เองก็ไม่รู้จักกับดิฉัน น่าแปลกนะคะที่คุณกล้านรงค์อ้างว่าไม่รู้จักดิฉัน แต่กลับเอาเอกสารหลักฐานต่างๆ มาแสดงได้มากกว่าเรื่องมีอยู่อย่างเดียวค่ะคือ คุณพันทิพา ได้ขอยิมโฉนดดิฉันไปแล้วก็เขียนเช็คไว้ให้ดิฉัน ส่วนเรื่องที่ว่าเอาโฉนดไปอย่างเดียวแล้วจะกู้แบงค์ได้อย่างไร เอาเงินออกจากแบงค์ได้อย่างไร ดิฉันขอตั้งคำถามกลับไปยังคุณกล้านรงค์ว่า ท่านทำได้อย่างไร
 
 ส่วนประเด็นที่คุณกล้านรงค์ออกมาว่า ตั้งแต่ปี 45 เช็คยังไม่หมดอายุความ เหตุใดดิฉันไม่นำไปขึ้นเงิน เหตุใดไม่เอาไปฟ้องดิฉันขอชี้แจงเหตุผลแรก การที่ไม่ฟ้องไม่ใช่ไม่รู้เรื่องแต่ไม่คิดจะฟ้อง โดยเชื่อว่าจะไม่โกงและจะรับผิดชอบ แม้กระทั่ง 6 มิ.ย.56 ตัดสินใจโทรหาพันธิพาแล้วบอกความจริงว่าแบงค์จะยึดบ้าน และให้คิดถึงวันที่ช่วย แล้วพันธิพาตอบกลับมาว่า ช่วยไม่ได้ รู้นะคุณน่ะให้ข่าวสื่อหลายสำนัก เวทีเสื้อแดงด่าพี่ยับเยินเลยและวางสายไป ดิฉันไม่หมดความพยายามได้เขียนจดหมายและแฟลกซ์ไปหาคุณกล้านรงค์
10 วันดิฉันจึง โพสต์คลิปลงยูทูป16 มิ.ย.ข้อที่ 2 ที่ไม่นำเช็คไปขึ้นเงินเพราะขณะที่แบงค์ฟ้องมูลหนี้ 3,500,000 แต่ในเช็ค 1,900,000ซึ่งความเป็นจริงต้องรับผิดชอบ ดิฉันก็ไม่คิดว่าคุณกล้านรงค์จะปัดสวะให้พ้นตัวแบบนี้กับการที่ดิฉันให้ยืมโฉนดเพราะตอนแรกเขายืมเงินก่อนแต่ไม่ให้เค้าจึงขอยืมโฉนดแล้วจะนำมาคืนและเขียนเช็คไว้ให้ ความที่สงสารเพราะเขาบอกจะนำไปลงทุนและอีกอย่างที่ดินแปลงนี้ไม่ถึงล้านแต้เค้าตีเช็คให้เป็นล้านจึงให้ยืมไป ส่วนประเด็นที่คุณกล้านรงค์บอกว่าดิฉันกู้เอง ดิฉันขอยืนยันว่าไม่มีเหตุและปัจจัยใดเลยที่ต้องกู้แบงค์ เพราะใช่วงเวลานั้นดิฉันมีเงินเป็น 10 สิบล้านในบัญชีเดียวและดิฉันก็ไม่ได้ลงทุนไรมากมายแต่คุณพันทิพาวิ่งหาเงินเพื่อลงทุนและคุณกล้านรงค์บอกว่าเป็นคดีเก่าปี 45และบอกจะฟ้องดิฉันตั้งแต่ปี 47 และรอมาแล้วนี่ปี 56 รอให้คุณ กล้านรงค์ฟ้องอยู่จะได้รู้ว่าดิฉันไม่ได้เซ็นกู้และไม่ได้ทำนิติกรรมแต่เหตุได้จึงเอาเงินมาจากแบงค์ 2-3 ล้านและจะได้ตรวจสอบเส้นทางเงินกล้านรงค์ในส่วนของดิฉันมีบุ๊คแบงค์แสดงชัดเจน สุดท้ายนี้ดิฉันขอยืนยันว่าดิฉันออกมาเรียกร้องทั้งหมดให้คุณกล้านรงค์และคุณพันธิพาออกมารับผิดชอบในหนี้ที่ได้ก่อไว้แต่ยังเพิกเฉยเหมือนที่ผ่านมา ดิฉันก็เพิกเฉยไม่ได้ ตอนนี้ท่านมาทางเลือกอยู่ 2 ทางคือออกมารับผิดชอบและฟ้องดิฉัน เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ที่ท่านอ้างมาโดยตลอด"

ที่มา VoiceTv
[Continue reading...]
 
Copyright © . Yak Ratchaprasong - Posts · Comments
Theme Template by BTDesigner · Powered by Blogger