Showing posts with label ปชป. Show all posts
Showing posts with label ปชป. Show all posts

Wednesday, November 12, 2014

ปปช.จ้องฟันจำนำข้าว..แต่กลับลากคดี ปรส.จนหมดอายุความ

- 0 comments

เห็นได้ชัดว่า เห็นได้ชัดว่า “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” เร่งรัดตรวจสอบ “กรณีโครงการรับจำนำข้าว” อย่างผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับ (ป.ป.ช. )เมื่อเปรียบเทียบกับ “คดีทุจริตโครงการระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล” ของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ของ "รัฐบาลอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ"

เพราะเมื่อเปรียบเทียบระยะเวลาดำเนินการ โดย “คดีทุจริตโครงการระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล” ยุค “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ “ป.ป.ช.” มีมติตั้ง “อนุกรรมการฯ” ขึ้นมาตรวจสอบ ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 อีกทั้ง “กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)” ได้ทำหนังสือ รายงานผลการสอบสวนของดีเอสไอ พร้อมข้อมูลหลักฐาน ไปให้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2555 … มาจนถึงวันนี้ ยุค "รัฐบาลอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ" ที่ "ป.ป.ช. " มีมติตั้ง "อนุกรรมการฯ " ขึ้นมาตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 อีกทั้ง "กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)" ได้ทำ หนังสือรายงานผลการสอบสวนของดีเอสไอพร้อมข้อมูลหลักฐานไปให้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2555 ... มาจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีใครได้เห็นความคืบหน้าของ  "ป.ป.ช. "

แต่กับ “กรณีโครงการรับจำนำข้าว” ที่เพิ่งมีการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ได้ไม่นานและเพิ่งมีการดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นทางการ โดยมี “วิชา มหาคุณ” กรรมการ ป.ป.ช.  เป็น “อนุกรรมการฯ สอบสวน” กลับเร่งสอบ “แถลงข่าวความคืบหน้า” ไม่เว้นแต่ละวัน
อย่างนี้ “เลือกปฏิบัติ” และ “สองมาตรฐาน” อย่างเห็นได้ชัดหรือไม่ ?

แต่ไม่ใช่จะมีเพียงเท่านี้ ที่แสดงให้เห็น “มาตรฐานการทำงาน” ของ “องค์กร ป.ป.ช.” แห่งประเทศไทย  เพราะยังมี “คดีประวัติศาสตร์ ปรส.” ที่นับเป็น “ความชั่วร้ายแรง” ของ “พรรคประชาธิปัตย์ (ป.ช.ป.)” อีกคดีหนึ่งที่น่าสนใจ!

โดย “คดีอัปยศ ปรส.” นั้นเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ “วิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่แตก” เมื่อปี 2540  "ชวนหลีกภัย" หัวหน้าพรรคปชป ก็ได้ฉวยโอกาสที่ “รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” กำลัง เซ-ถลำ สวมรอยเข้ามาครองอำนาจรัฐ เป็น “รัฐบาล” 

เมื่อ “ชวน หลีกภัย” และ “พลพรรค ปชป.” ได้อาสาเข้ามาแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ก็เร่งขายทรัพย์สินของ “องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน”  "ปรส." เกี่ยวกับ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการไปก่อนหน้า ให้กับต่างชาติในราคาถูกแสนถูก

จาก มูลค่าประมาณ 851,000 ล้านบาท จากมูลค่าประมาณ 851,000 ล้านบาท
ด้วยความฉลาดหลักแหลม ของ “ชวน หลีกภัย” และ “ทีมเศรษฐกิจพรรค ปชป.” 

จึงพยายามนำไป “เร่ขาย” ให้กับ “ต่างชาติ” ด้วยมูลค่าเพียง 190,000 ล้านบาท
“ขายแบบขาดทุน” สุทธิ 661,000 ล้านบาท (หกแสนหกหมื่นหนึ่งพันล้านบาท) โดยก่อนหน้านี้
“กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)” ได้สรุปสำนวนความผิด “คดี ปรส.” เอาไว้ว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  และยังพบว่ามีหลายกรณีไม่เป็นไปตามกฎหมายระเบียบหลักเกณฑ์รวม 10 ประเด็น เรียบร้อยแล้ว คือ

1. ปรส. ยินยอมให้นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. โดยมิชอบ

2. คณะกรรมการ ปรส.บางคนมีส่วนเกี่ยวข้อง ปกปิดข้อเท็จจริง กระทำการโดยไม่โปร่งใส

3. ข้อกำหนดของ ปรส. ที่ให้ผู้ชนะการประมูลโอนสิทธิได้ขัดต่อกฎหมาย

4. การโอนสิทธิ ของผู้ชนะการประมูลไม่ชอบ ขัดต่อ พ.ร.ก.ปรส.

5. ข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของคณะกรรมการ ปรส. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

6. คณะกรรมการ ปรส. และกลุ่มนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. ฝ่าฝืนข้อสนเทศการขายทรัพย์สิน

7. กองทุนรวมที่รับโอนสิทธิจากผู้ชนะการประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล

8. มีการทำสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

9. สิทธิของนิติบุคคลที่ชนะการประมูลไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของปรส. และ

10. ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ปรส.บางคนขาดคุณสมบัติ เนื่องจากดำรงตำแหน่งทับซ้อนกับสถาบันการเงินอีกแห่ง

การขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินทั้ง 56 แห่ง ในกลุ่มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย มีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นความผิดทางอาญา


แต่ปรากฏว่าในส่วนของ “ป.ป.ช.” ได้จัดให้มีการแถลงข่าวเอิกเริก เมื่อ 3 มิถุนายน 2556 โดย "คณะอนุกรรมการไต่สวน คดีการดำเนินการบริหารองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน” หรือ “ปรส.” ที่มี  "นายใจเด็ดพรไชยา" กรรมการป.ป.ช.  เป็นประธานมีมติยก "คำร้อง 3 สำนวน" ประกอบด้วยคดีที่นายธารินทร์นิมมานเหมินทร์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัย รัฐบาลนายชวนหลีกภัย และผู้เกี่ยวข้องในฐานะผู้กำหนดนโยบาย โดยระบุว่าไม่มีส่วนในการขายทรัพย์สินโดยมิชอบ

แต่กลับชี้มูลความผิด 1 สำนวนคือของนายมนตรีเจนวิทยาการเลขาธิการปรส ในฐานะที่ไม่ปฏิบัติตามข้อสนเทศ เรื่องการประกาศขายทรัพย์สิน ของ ปรส.

ขณะเดียวกัน ยังเหลืออีก 1 สำนวนที่กล่าวหา คณะกรรมการ ปรส.ในการขายทรัพย์สิน ให้กองทุนรวมเอเชียคอบเวอรี่ คดีนี้จะ “ขาดอายุความ” ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2557

ชัดเจน …. ชัดเจน ... “คดี ปรส.” มูลค่าความเสียหาย 661,000 ล้าน (หกแสนหกหมื่นหนึ่งพันล้านบาท) “ป.ป.ช.” ยกคำร้อง … “ปชป.”รอด !
และในที่สุด เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 57 .ป.ป.ช.ร่อนหนังสือแจง "ไม่มีคดีปรส."อยู่ในการดำเนินการของป.ป.ช.แต่อย่างใด
หมายความว่าอย่างไร..ปปช.เพิกเฉยในการทำคดีนี้ และปล่อยให้หมดอายุความในที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจากพระนครสาส์น
[Continue reading...]

Thursday, September 19, 2013

คลิป "ถาม - ตอบ" สุเทพ - ทักษิณ พร้อมจะหยุดด้วยกันมั๊ย

- 0 comments
ครบ 7 ปีปฏิวัติ 19 ก.ย. ไทยรัฐออนไลน์ จัดให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มาถาม  พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มาตอบ ว่าพร้อมจะหยุดด้วยกันไหม... 

ความ หวังที่คนไทยจะได้เห็นบ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบสุข มีความรักใคร่กลมเกลียวกันดังเดิม จะเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ มองว่า ต้นเหตุของปัญหาทั้งหมดอยู่ที่ตัว พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้นำตัวจริง อ้างว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พยายามติดต่อมาหาตัวเองหลายครั้ง ยังมองว่าปัญหาทั้งหมด อยู่ที่ พ.ต.ท. ทักษิณ และระบอบ ทักษิณ  ถ้าต้องการให้พรรคประชาธิปัตย์เข้ามาร่วมในเวทีปฏิรูป ประเทศได้ พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ต้องหยุดเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งใต้ดินและบนดิน

 พ.ต.ท.ทักษิณ ตอบกลับนายสุเทพ "จะยุติได้ทุกอย่างต้องมีกติกา ต้องเคารพกติกา ไม่ใช่ บอยคอต ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ไปปลุกม็อบอยู่ข้างถนน ทำตัวเป็นเผด็จการเสียงข้างน้อย"

ที่มา : น.ส.พ. ไทยรัฐ
[Continue reading...]

Saturday, September 14, 2013

"อภิสิทธิ์ -กรณ์" เผย รถไฟความเร็วสูงเกิดขึ้น ในรัฐบาล อภิสิทธิ์ รถไฟรางคู่ริเริ่มโดยชวน หลีกภัย

- 0 comments
เกี่ยวกับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้าน ล้านที่จะเข้าสภา อาทิตย์หน้า คงจะเป็นประเด็นร้อน ไม่น้อยไปกว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมฯ และ ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่พึ่งจะผ่านวาระ 2 เพราะตั้งท่า คัดค้านกันตั้งแต่ต้น

เพื่อไม่ให้น้อยหน้า พรรคประชาธิปัตย์ ดาหน้ากันมาบอกว่า โครงการรถไฟความเร็วสูง รถไฟรางคู่ ถนน 4 เลนไม่ใช่ของใหม่ แต่พรรคประชาธิปัตย์เป็นผู้คิดและริเริ่มไว้

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ปราศรัยบนเวทีผ่าความจริง จ.ชัยนาท เมื่อวันที่ 23 มี.ค.56 ที่ผ่านมา ได้กล่าวเอาไว้ ว่า "รถไฟทางคู่ ถนน 4 ช่องจราจร แม้แต่มอเตอร์เวย์หลายเส้น รวมทั้งที่จะเชื่อมโยงไปที่ท่าเรือทวาย รถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ สายสีเขียว สีแดง สีม่วง สีชมพู สีส้ม เป็นแนวคิด เริ่มต้นแผนแม่บทก็สมัยรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ทำไว้ก่อนทั้งสิ้น"
คลิกดูรายละเอียดของการปราศัย จากเว็บไซด์พรรคประชาธิปัตย์ ย่อหน้าที่ 10 

ขณะที่นายกรณ์ จาติกวณิช ไปพูดที่ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือ นิด้า วันนี้ ( 14 กันยายน 2556)  เรื่อง 2 ล้านล้าน ยกระดับการพัฒนาประเทศไทย ได้จริงหรือ

นายกรณ์ได้กล่าวว่า "การริเริ่มรถไฟความเร็วของประเทศไทยสูงนั้น เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"  คลิกดูรายละเอียดของข่าวจากสำนักข่าว INN

ก็ยังนึกภาพไม่ออกเหมือนกันว่า ถ้าโครงการรถไฟความเร็วสูง เกิดขึ้นในรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ สภาพจะเป็นอย่างไร คงจะไปรื้อ รางรถไฟที่มีอยู่เดิม อย่างที่ไปรื้อโรงพรรคเก่า แล้วทำการสร้างโรงพักทดแทนขึ้นใหม่ ผู้รับเหมาทิ้งงาน จนเป็นที่เดือดร้อนของประชาชน และตำรวจ ต้องหาที่ทำการโรงพักชั่วคราว

เป็นเรื่องปกติของพรรคประชาธิปัตย์ที่มักจะอ้างเพื่อเอาหน้า

สมกับคำพูดที่ว่า "เอาดีใส่ตัว เอาชั่วให้คนอื่น" จริง ๆ


[Continue reading...]

Tuesday, September 3, 2013

ภาคใต้ เป็นอัมพาต "ประชาธิปัตย์" ระดมพลม็อบสวนยาง ปิดหลายเส้นทางหลัก

- 0 comments
ประชาธิปัตย์ เริ่มระดมพล ปิดถนน ทางภาคใต้ หลายจังหวัด เริ่มตั้งแต่ ชุมพร สุราษฏร์ กระบี่ นครศรีฯ สงขลา และตรัง

จาก 2 จุด ที่จะทำให้ ภาคใต้เป็นอัมพาต คือ ชุมพร และสุราษฎร์ฯ


รายงานล่าสุดจากศูนย์เฉพาะกิจฯ กระทรวงมหาดไทย รายงานกรณีการชุมนุมของกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางพารา วันนี้ 3 ก.ย.56 เวลา 17.30 น. จำนวน  7 จังหวัด ดังนี้...
ภาคกลางและภาคตะวันออก

1. ระยอง มวลชนเหลือ 100 คน
2. ประจวบคีรีขันธ์ ยุติการชุมนุมที่บางสะพาน แต่มีมวลชน 250 คนที่เดินทางไปสมทบที่ จ.ชุมพร

ภาคใต้
1. สุราษฎร์ธานี  2 จุด
1.1 ลาน co-op มวลชน 10,000 คน อีกกลุ่มมวลชน 2,000 คน ปิดถนนทั้ง 2 ฝั่ง
1.2 บริเวณสามแยกเลี่ยงเมือง มีมวลชน 1,000 คน


2. นครศรีธรรมราช จำนวน 4 จุด
2.1 แยกควนหนองหงษ์ 2,000 คน
2.2 แยกควนเงินบ้านตูล 1,500 คน
2.3 อ.ท่าศาลา มวลชน 1,000 คน ปิดถนนหน้าโลตัสฝั่งเข้าจังหวัด 1 ช่องทางจราจร
2.4 แยกหนองดี อ.นาบอน มวลชน 300 คนปิดถนน 1 ช่องจราจรขาขึ้นไป กทม.

3. ชุมพร 2 จุด
3.1 หน้า ศลก.มวลชน 1,000 คน
3.2 เขาพาง มวลชน 30 คน

4. กระบี่ มวลชน 200 คนปิดถนนบริเวณสามแยกวัดถ้ำเสือ อ.เมืองกระบี่
5. ตรัง ปิดถนนบริเวณสี่แยกอันดามัน อ.ห้วยยอด มีมวลชน 150 คน
6. พัทลุง ที่ อ.ศรีนครินทร์ มีมวลชน 100 คน ตั้งเต็นท์ปิดการจราจร 1 ช่องทาง

สำหรับภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ยังไม่ปรากฏความเคลื่อนไหว.


นี่คือการเคลื่อนไหว นอกสภา และตามข่าวที่ออกมาก่อนหน้านี้ ว่าจะระดม คนปิดถนน เริ่มจากภาคใต้ และไปตามภาคอื่น และสุดท้าย ทำเนียบรัฐบาล ที่กรุงเทพฯ

เป็นที่น่าสังเกตุว่า จะเกิดขึ้นในจังหวัดที่มี ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์

จึงปฏิเสธไม่ได้ว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีส่วนรู้เห็น

การเปิดหน้าเล่นโดยไม่คำนึงถีงความเดือดร้อน ของประชาชนที่สัญจรไปมา เอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นข้อต่อรอง

การเจรจา จะเป็นเรื่องที่ยากลำบากยิ่งขึ้น เพราะเป้าหมาย คือการป่วนเพื่อที่จะล้มรัฐบาล นายกยิ่งลักษณ์ให้ได้
[Continue reading...]

Wednesday, August 21, 2013

ขอบคุณ พลังเสียงข้างน้อยที่มีประสิทธิภาพ จริง ๆ

- 0 comments
ขอบคุณพลังเสียงข้างน้อย ขอบคุณพรรคประชาธิปัตย์ ขอบคุณสมาชิกพรรคฝ่ายค้าน พวกท่านทำหน้าที่ได้ดีที่สุด

บรรทัดนี้ขอกล่าวคำขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณจากใจอีกมากมายสำหรับ การปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถของ พรรคฝ่ายค้าน ที่นำทีมโดย อดีตนายกฯอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้าน

การทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถ สุดฝีมือ ตามที่ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนที่เลือกมาของท่านและสมาชิกพรรค

ที่ได้ประจักษ์กับสายตาและหู เมื่อวานนี้ วันที่ 20 สิงหาคม 2556
ทำให้ข้าพเจ้าและประชาชนส่วนใหญ่ รู้สึกมั่นใจมากยิ่งขึ้น

พวกท่านได้แสดงพลังเสียงข้างน้อยที่พร้อมจะต่อกรกับเสียงข้างมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ
พวกท่านทำให้เรารู้สึกอุ่นใจที่ได้เลือกข้างที่ถูกต้อง

ข้าพเจ้าขอบอกอีกครั้งว่า ขอบคุณมากๆ ที่ทำให้ข้าพเจ้ามีความมั่นใจมากยิ่งขึ้นว่าได้เลือกข้างที่ถูกต้องแล้ว
คือ....ข้างที่อยู่ตรงข้ามกับท่าน

ความวุ่นวายในสภาเมื่อวาน เป็นความสามารถของพวกท่านในการแสดงพลังการป่วนที่มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างจริงๆ

การแสดงวาทะดิบๆ การประท้วงพร่ำเพรื่อ การบันดาลโทสะ เสียงกรีดร้อง การทำร้ายร่างกายเจ้าหน้าที่ของพวกท่าน การถ่วงการยื้อการป่วนเพื่อมิให้การประชุมเดินหน้าไปด้วยดี เป็นความเถื่อนที่สมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่เคยเห็นมาในสภา

พลังเสียงข้างน้อย ที่คิดว่าตัวเองมีเส้นใหญ่ มีคุณภาพ(ต่ำ) เป็นผู้ลากมากดี(ที่เน่าเสียเละเทะฟอนเฟะไปแล้ว) ของท่าน ได้อวดตัวตนตลอดจนกำพืดและจิตใต้สำนึกของพวกท่านชนิดเปลือยเปล่าล่อนจ้อนว่าท่านไม่เชื่อมั่นในระบบรัฐสภา แต่ท่านเชื่อในอำนาจเถื่อน
พลังเถื่อน พฤติกรรมเถื่อน

ไม่ว่าจะอย่างไรก็ขอบคุณนะครับ 
นับวันข้าพเจ้ายิ่งมั่นใจ มั่นใจ มั่นใจ ในประสิทธิภาพของพวกท่านในการทำงานเพื่อประชาชน...ว่ามีต่ำเตี้ยเรี่ยดินจริงๆ

ป.ล.ขอให้คงคุณภาพ(ต่ำ)แบบนี้ต่อไปนานๆ เพื่อยิ่งเพิ่มความมั่นใจให้ข้าพเจ้า อิอิอิ


ขอบคุณ เฟส สมชาย ช่วยงาม
[Continue reading...]

Monday, August 19, 2013

ปชป เล็งยื่นศาลรธน ตีความ ร่างแก้รัฐธรรมนูญเป็นโมฆะ

- 0 comments

เห็นข่าวนาย พินิฏฐ์ อินทรสมบัติ ออกมาให้ข่าวว่าจะยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความ ว่าขัดกับรัฐธรรมนูญ

ดูแล้วก็เห็นธาตุแท้ของพรรคประชาธิปัตย์

ประชาธิปัตย์เปิดหน้าเล่นทุกรูปแบบ ทั้งในและนอกสภา

อาศัยความเชี่ยวชาญที่คร่ำหวอดอยู่ในสภา ลากเกมส์ยาวในกรณีพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ

อาศัยที่คนในพรรคเป็นนักฏกหมาย จ่อยื่นตีความร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้ง 3 ฉบับ

ชี้เป็นเรื่องร้ายแรงหากการพิจารณา ที่มาของ สว.สำเร็จ ว่า ส่อเกิดสภาครอบครัว

นี่คือเล่ห์กลที่ประชาธิปัตย์นำมาใช้

การเลือกตั้ง สว. ทั้งหมด เป็นเรื่องที่ควรจะกระทำตามวิถีในระบอบประชาธิปไตย คือให้ประชาชนเป็นผู้เลือก

แทนที่จะให้กลุ่มคนเพียงไม่กี่คนจัดสรรเข้ามา

ด้วยความคิดของพรรคการเมือง ที่ดูถูกประชาชน

คิดว่าประชาชนเลือกคนไม่เป็น

ลืมนึกไปว่า ประชาชนก็เป็นผู้เลือกตนเข้ามา แม้ว่าบางคน อยู่ในระบบสัดส่วนของพรรคการเมืองก็ตาม

พื้นฐานของประชาธิปไตย เป็นไปไม่ได้ที่จะให้คนทั้งหมดเข้ามาทำหน้าที่บริหารบ้านเมือง

วิธีที่สากลทั่วโลกเขาใช้คือ การเลือกตัวแทน

ใครที่ต้องการให้เป็นผู้ถูกเลือก ก็ต้องสร้างความดีให้ประชาชนเห็น

ประชาธิปไตยก็ต้องอาศัยการพัฒนา

ประชาชนเขาก็รู้ด้วยตัวของเขาเองว่าคนที่ตนเลือกเข้ามาเป็นอย่างไร

ถ้าเป็นคนทำงานเพื่อประโยชน์ของบ้านเมือง เขาก็เลือกเข้ามาอีก

ไม่ดีก็เปลี่ยน

การเมืองต้อง แก้ด้วยการเมืองโดยใช้กลไกของรัฐสภา

ไม่ใช่จากกระบอกปืน หรือเวทีข้างถนน

67 ปี ของประชาธิปัตย์ไม่ได้สอนจิตสำนึกที่ดีให้กับคนในพรรคเลย

แทนที่จะมีจิตสำนึกทางประชาธิปไตยเพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี

กลับปกป้อง รัฐธรรมนูญที่มีผลพวงจากการรัฐประหาร

ทั้ง ๆ ที่ขณะรณรงค์ให้มีการรับร่างรัฐธรรมนูญ นายอภิสิทธิ์ ก็เป็นคนหนึ่งที่บอกให้ประชาชนรับ ๆ ไปก่อนแล้วค่อยแก้ทีหลัง

ถ้าไม่เรียกว่าหลอกประชาชน แล้วจะเรียกว่าอะไร
[Continue reading...]

Saturday, August 17, 2013

ปชป. เผย มีส.ส.พร้อมลาออก เดินต่อสู้คู่ประชาชน

- 0 comments

คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช  ส.ส.ปชป. เปิดเผยว่ามี สส.พร้อมที่จะลาออก มาเดินต่อสู้คู่กับประชาชน เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ปฏิเสธ จับมือ พธม. ล้มรัฐบาล แต่ไฟเขียวให้ ส.ส.ร่วมชุมนุม

เมื่อวันที่ 17 ส.ค.  56 คุณหญิงกัลยา โสภณพนิช ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นหนึ่งที่ไปหารือกับนายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ โฆษกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ได้กล่าวถึงกรณี ข้อเสนอของแกนนำกลุ่ม พธม. ที่เรียกร้องให้ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ พร้อมลาออก เพื่อยุติเผด็จการรัฐสภาจากการเลือกตั้ง ให้มาร่วมต่อสู้เพื่อปฏิรูปประเทศ โดยให้ยึดผลประโยชน์ของคนไทยทั้งชาติว่า ในการหารือ ได้มีการคุยเรื่องนี้จริง แต่ว่าในขณะนี้ ทางประชาธิปัตย์ยังไม่สามารถทำตามข้อเสนอดังกล่าวได้ เพราะยังมีกฎหมายสำคัญอีกหลายฉบับ ที่รออยู่ในสภา ซึ่งทาง ปชป.จำเป็นต้อง ร่วมพิจารณาเพื่อคัดค้าน ท้วงติง ตรวจสอบ ให้เกิดความถูกต้องในสภา แต่ถ้าหากเหตุการณ์ต่างๆ พัฒนาไปสู่จุด ๆ หนึ่ง ซึ่งไม่มีใครสามารถรู้ได้ว่า จะเกิดอะไรขึ้น หากมีการใช้เสียงมากเป็นเผด็จการทางสภา โดยไม่สนใจ ปัญหาทุกข์สุขของแผ่นดิน ค่าครองชีพภาคครัวเรือนสูงขึ้น สินค้าเกษตรตกต่ำลง เมื่อถึงวันนั้น จ ส.ส.ของพรรค ยอมเสียสละออกมาร่วมต่อสู้กับ ประชาชน เพราะเราได้ยืนยันว่า จะสู้ทั้งในและนอกสภากับประชาชน

คุณหญิงกัลยา กล่าวต่ออีกว่า การพบปะหารือจะมีในครั้งต่อๆ ไป ถ้าหากสถานการณ์มีความคืบหน้าในเรื่องต่างๆ สำหรับการกล่าวหาว่า พรรคจะออกมาจับมือกับกลุ่ม พธม.เพื่อก่อม็อบล้มรัฐบาลนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะเราบอกมาตลอดว่า ไม่ได้ล้มรัฐบาล เพียงแต่ให้ยุติการสร้างปัญหาเพิ่ม ไปแก้ไขปัญหาให้ตรงที่คนเดือดร้อน แต่รัฐบาลนี้ กลับมุ่งที่จะออกกฎหมายล้างผิด เดินหน้าแก้รัฐธรรมนูญ เพื่อลดอำนาจองค์กรอิสระ ศาล เขาทำทั้งแทรกซึม ครอบครองเข้าไปในทุกองค์กร เพื่อเอื้อให้พวกพ้อง ความถูกต้องชอบธรรมจะอยู่ที่ไหน สำหรับที่ผ่านมา พรรคสนับสนุนรัฐบาลทุกอย่าง ทั้งปัญหาไฟใต้ ทางเราก็ให้ข้อมูล ในการทุจริตคอรัปชัน การกู้สร้างหนี้ให้แผ่นดิน การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เราทักท้วง แต่รัฐบาลเดินหน้าโดยไม่ฟังเสียง

คุณหญิงกัลยา กล่าวต่ออีกว่า ทั้งนี้ ทางพรรคยินดีที่จะร่วมกับทุกกลุ่มที่ต่อสู้เพื่อความถูกต้อง ทั้งกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นล้มระบอบทักษิณ (กปท.) ที่สวนลุมพินี และกลุ่มอื่นๆ เพราได้เห็นปัญหาเหมือนกันว่า จะปล่อยให้เดินต่อไป โดยการทำร้ายประเทศชาติอย่างนี้ต่อไป ไม่ได้อีกแล้ว ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่ นั้น ยังบอกไม่ได้ ต้องดูสถานการณ์ ส่วนการที่ ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ไปขึ้นเวทีปราศรัยของ กปท. ก็ถือเป็นสิทธิส่วนตัว ซึ่งหากตนว่าง ก็จะไปร่วมด้วย
[Continue reading...]

จากแก้ไข รธน.ถึงพ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้าน ปฏิบัติการ ปชป.สร้างผี ให้คนกลัว

- 1 comments
ประเดิมด้วย พรบ.นิรโทษที่ทางประชาธิปัตย์ เดินหน้าผ่าความจริงว่าจะมีการนิรโทษแบบยกเข่ง แต่เป้าหมายจริง อยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เพราะคำว่า "ทักษิณ" เป็นคำที่ประชาธิปัตย์ ใช้หากินทางการเมืองได้ตลอด สร้างให้เห็นว่า การที่จะนิรโทษให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นเรื่องที่เสียหาย เพราะเป็นผู้ที่กระทำความผิด จนศาลมีคำพิพากษา จำคุก 2 ปี ในคดีที่ดินรัชดา
ด้วยคำพิพากษา ในจำขัง 2 ปี ประชาธิปัตย์ สร้างให้เห็นถึงความเลวร้ายของสิ่งที่เกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่ ความเสียหายจากการกระทำของ พ.ต.ท.ทักษิณไม่ได้กระทบต่อผู้ใดเลย
จนกระทั่งคดีนี้ ศาลจะมีคำสั่งใหม่ให้คุณหญิงพจมาน คืนที่ดินให้กับกองทุนฟื้นฟู และได้รับเงินคืนพร้อมดอกเบี้ย แสดงว่าที่มาของคดี เปลี่ยนไป
แต่ข้อกล่าวหาที่มาจากพรรคประชาธิปัตย์ ก็ยังคงเดิม
การลงโทษความผิดทางกฏหมายต้องพิจารณาเจตนาของการกระทำของผู้กระทำผิดอีกด้วย ซึ่งจะเป็นได้จากคำพิพากษาว่า "เนื่องจากจำเลยไม่เคยกระทำความผิดมาก่อน" "การป้องกันตัว" "ความผิดจากการวางแผนล่วงหน้ากับการบันดาลโทสะก็ต่างกัน"
แต่จากการกล่าวหาถ้าเป็นผี ก็ย่อมน่ากลัว ถึงขั้นจะกินตับไต ไส้พุงเลยทีเดียว
นี่คือวิธีการของประชาธิปัตย์
หากย้อนดูความผิดที่เกิดขึ้นกับพรรคของตัวเอง เช่น กรณี สปก.4-01 การฉ้อโกงประชาชน ของญาติและคนใกล้ชิด การฆ่าคน ของนายครรชิต ประชาธิปัตย์เห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย
มาถึงการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้าน  พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้าน ประชาธิปัตย์วาด สร้างความน่ากลัว ให้เห็นว่าสิ่งที่กำลังกระทำนั้นเกิดความเสียหายอย่างมากมายให้กับประเทศและประชาชน
จากรัฐธรรมนูญที่ประชาธิปัตย์กอดแน่นไว้ ทั้งที่มีหลายมาตราที่ไม่เป็นประชาธิปไตย การบริหารจัดการน้ำซึ่งจะเอามาแก้ไข ป้องกันไม่ให้น้ำท่วมอีก ก็ไม่ได้กล่าวหาว่า "ส่อ" โกง
พ.ร.บ. เงินกู้ 2 ล้านล้าน ก็เช่นกัน ทั้ง ๆ ที่ประเทศต้องการการพัฒนา ก็ว่าส่อ โกง" อีก
การโกงสามารถป้องกันได้ ถ้าช่วยกันเป็นหูเป็นตา
ประเทศกำลังเข้าสู่ AEC รอบ ๆ บ้านเราเขาเร่งการพัฒนา เมื่อถึงเวลานั้น เราจะทำอย่างไร
ประชาธิปัตย์กระทำโดยไม่เลือกวิธีการ โดยเพียงเพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองเท่านั้นหรือ
[Continue reading...]

Thursday, August 15, 2013

163 ส.ส.ปชป.ตบเท้ายื่นแปรญัตติขวางนิรโทษ

- 0 comments
เมื่อวันที่ 14 ส.ค. ที่รัฐสภา นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงว่า วันเดียวกันนี้ ส.ส.ของพรรคทุกคนจำนวน 163 คน ได้ยื่นคำแปรญัตต่อคณะกรรมาธิการพิจารณาร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อแสดงจุดยืนว่าพรรคจะคัดค้านกฎหมายฉบับนี้อย่างเข้มข้น จะชี้ให้เห็นถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของการนิรโทษกรรม ที่ผ่านมาหลายองค์กรทั้งในและต่างประเทศ ไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม แต่นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ กลับออกมาบอกหลังการพบกับผู้แทนสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชน ว่า องค์กรดังกล่าวไม่คัดค้านการนิรโทษกรรมให้ประชาชน แต่คัดค้านการนิรโทษกรรมให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ และผู้สั่งการ ทำให้สังคมเข้าใจว่าองค์กรดังกล่าวเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรม ซึ่งไม่เป็นความจริง เพราะก่อนหน้านี้องค์กรดังกล่าวออกแถลงการณ์แสดงความไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมไม่ว่าจะเป็นประชาชนหรือเจ้าหน้าที่รัฐ จึงไม่อยากให้นายสุรพงษ์ บิดเบือน เพราะจะสร้างความเสียหายให้กับเกียรติภูมิของประเทศได้

ทั้งนี้ในวันที่ 15 ส.ค.56 พรรคจะส่งจดหมายเปิดผนึกถึงหน่วยงานต่างๆทั้งภาคเอกชน องค์กรระหว่างประเทศ สื่อมวชนต่างประเทศ รวมถึงบุคคลที่รัฐบาลจะเชิญมาร่วมเวทีเสวนาปฏิรูปประเทศไทย เพื่อให้รับรู้ว่าพรรคได้ต่อสู้เรื่องการนิรโทษกรรม แต่ไม่ได้ขัดขวางการปรองดอง

ที่มา : เดลินิวส์

นายชวนนท์ กล่าวต่อว่า ส่วนที่รัฐบาลจะเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทยโดยเชิญผู้นำจากต่างประเทศเข้าร่วมนั้น เชื่อว่าจะไม่ได้ผล เพราะไม่มีความจำเป็นต้องเชิญมา เนื่องจากไม่มีใครรู้รากเหง้าของปัญหาได้ดีกว่าคนในประเทศ ทั้งนี้พรรคเห็นว่าการปฏิรูปการเมือง ปฏิรูปโครงสร้างของประเทศ เป็นเรื่องที่ควรทำแต่การที่รัฐบาลเชิญผู้ที่เห็นด้วยกับรัฐบาล หรือผู้ที่เคยมีตำแหน่งในรัฐบาลเข้าร่วมเพียงฝ่ายเดียวจะไม่ใช่ความหวังของประเทศ แต่เป็นเพียงละครที่กลบเกลื่อนการนิรโทษกรรม เป็นตุ๊กตาหลอกในการปรับโครงสร้างตามความต้องการของตนเอง ปรับองค์กรอิสระไม่ให้เป็นเสี้ยนหนามของรัฐบาล หากรัฐบาลจริงใจควรจะนำผลการศึกษาของ คอป.มาใช้

นอกจากนี้รัฐบาลยังมีพฤติกรรมปิดโอกาสประชาชน ดูได้จากการจัดงบประมาณปี 57 ที่มีการเขียนในยุทธศาสตร์แผนงานอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ที่จะตั้งธนาคารที่ดินเพื่อกระจายการถือครองที่ดินให้ประชาชนอย่างเป็นธรรม แต่ปรากฎว่าคณะกรรมาธิการฯได้ตัดงบประมาณที่ธนาคารที่ดินขอมาทั้งหมด17.6 ล้านบาท ซึ่งล้วนแต่เป็นงบจ่ายเงินเดือนให้เจ้าหน้าที่ จึงไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเขียนไว้ในยุทธศาสตร์ในงบประมาณด้วย ถือเป็นการสร้างกฎหมายให้คนมีอำนาจได้เปรียบ ให้คนรวยยิ่งรวยยิ่งขึ้น.
[Continue reading...]

Tuesday, August 13, 2013

ปรากฏการณ์ "นิรโทษ" ค้าน หัวคะมำ การบ้านใหญ่ "ปชป."

- 0 comments
บทเคราะห์ จาก มติชน

ถือว่า การทุ่มเทของพรรคประชาธิปัตย์ในการคัดค้านการผ่านร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ฉบับ นายวรชัย เหมะส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ในยกแรก อยู่ในอาการ "หัวคะมำ"

"หัวคะมำ" ทั้งในแง่ข้อเท็จจริงที่นำมาคัดค้าน

"หัวคะมำ" ทั้งในแง่วิธีการคัดค้าน

ในด้านข้อเท็จจริง พรรคประชาธิปัตย์ตั้งลำคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมมาตั้งแต่ต้น โดยพุ่งเป้าชี้กลุ่มที่จะได้รับประโยชน์จากร่าง พ.ร.บ.ฉบับนี้ว่า "เป็นคนส่วนน้อย"

เดิมทีเห็นว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม จะเป็นด่านแรกที่จะเข้าไปผนวกกับร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง

เดิมทีเห็นว่า ความเคลื่อนไหวมีเจตจำนงเพื่อนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

แต่เมื่อทุกฝ่ายออกมาปฏิเสธ

พ.ต.ท.ทักษิณปฏิเสธ พรรคเพื่อไทยปฏิเสธ คนเสื้อแดงปฏิเสธ

การตีความ "คนส่วนน้อย" จึงพุ่งเป้าไปที่แกนนำคนเสื้่อแดง และเริ่มระบุข้อหาที่อยู่ในข่ายนิรโทษกรรมว่า รวมถึงความผิดตามมาตรา 112 กฎหมายอาญาด้วย

ข้อกล่าวหาที่ปรากฏนั้น นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำคนเสื้อแดง ลุกขึ้นมาปฏิเสธในสภา

นายณัฐวุฒิแจกแจงเป็นข้อๆ โดยย้ำว่า แกนนำคนเสื้อแดงไม่ประสงค์จะได้รับการนิรโทษกรรมตามพระราชบัญญัติฉบับนี้

หากจะให้ระบุชื่อ-นามสกุล แกนนำคนเสื้อแดง เพื่อยืนยันว่าจะไม่ขอนิรโทษกรรมจากกฎหมายฉบับนี้ นายณัฐวุฒิก็ยินดี

นายณัฐวุฒิยังย้ำว่า จำนวนผู้ที่กระทำความผิดฐานฝ่าฝืนพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดิน มิได้มีเพียง 30 คน หากแต่มีจำนวนถึง 1,800 คน ในจำนวนนี้มีเด็กและเยาวชนเป็นร้อย

แม้หลายคนจะออกจากคุกไปแล้ว แต่ถ้าไม่มีนิรโทษกรรม ประวัติการจำขังก็ติดตัวพวกเขาไปจนวันตาย

นายณัฐวุฒิบอกว่า บุคคลเหล่านั้นมีพฤติกรรมสุจริตมาโดยตลอด วันหนึ่งมีความคิดเห็นทางการเมืองไม่เหมือนรัฐบาล ได้สวมเสื้อแดงไปนั่งในม็อบ แล้วถูกจับกุมดำเนินคดีตามพระราชกำหนดการบริหารราชการแผ่นดินในสถานการณ์ฉุกเฉิน

นายณัฐวุฒิย้ำว่า ชาวบ้านผู้ชุมนุมเหล่านี้แหละที่อยู่ในข่ายได้รับนิรโทษกรรม...ส่วนแกนนำทั้งหลายขอพิสูจน์ตัวเองในชั้นศาล

นอกจากนี้ ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ยังนิรโทษแก่บรรดากลุ่มผู้ชุมนุมในสมัยพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยด้วย โดยได้ยกตัวอย่างผู้ชุมนุมที่บุกสถานีโทรทัศน์เอ็นบีทีก็อยู่ในข่ายได้รับการนิรโทษกรรม

ส่วนผู้ต้องหาในคดีความผิดมาตรา 112 นั้น ทุกคนไม่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัตินิรโทษกรรมที่กำลังดำเนินการ

ข้อเท็จจริงเบื้องต้นจึงสรุปว่า ร่างพระราชบัญญัตินิรโทษกรรม ฉบับนายวรชัย จะนิรโทษกรรมให้เฉพาะผู้ชุมนุม ไม่ได้นิรโทษกรรมให้แกนนำและผู้สั่งการแต่อย่างใด

การคัดค้านที่พรรคประชาธิปัตย์กำลังดำเนินการ จึงกลายเป็นการค้านมิให้ปล่อยตัว "ชาวบ้าน" ให้พ้นจากคดี

เมื่อเปรียบเทียบกับการนิรโทษกรรมกลุ่มผู้ก่อปฏิวัติรัฐประหารในอดีต ดูเหมือนว่า ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมให้ชาวบ้านนั้นทำได้ยากกว่ามาก

นี่เป็นจุดบอดที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องรับสภาพ

ในด้านวิธีการคัดค้าน เมื่อพรรคประชาธิปัตย์ใช้วิธี "ระดมม็อบ" โดยแกนนำพรรคประชาธิปัตย์สลับกันขึ้นเวทีปราศรัย บางคนถึงขนาดบอกว่า "สู้ในสภาไม่มีทางชนะ จึงต้องออกมาสู้นอกสภา"

เมื่อบางคนเมามันถึงขนาดจะ "เป่านกหวีด" ระดมพล หรือบางคนถึงกับหลุดปากให้ถึงขั้น "ตะลุมบอน พังกันไปข้าง"

กลายเป็นมิติใหม่ของพรรคการเมืองอย่างประชาธิปัตย์ที่พลิกบทบาทมา "ปลุกม็อบ" นอกสภา

แม้ในที่สุดสถานการณ์จะคลี่คลาย พรรคประชาธิปัตย์ชักชวนม็อบให้พาไปส่ง ส.ส.เข้าสภา ใช้วิธีเจรจา และการชุมนุมอย่างสงบ ถึงขนาดบอกเป็น "ม็อบคนดี" แต่เมื่อการประชุมสภาเริ่มต้น สมาชิกของพรรคที่นำ "ม็อบคนดี" กลับส่งเสียงโห่ไล่และรบกวนการเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของนายวรชัยดังขึ้นตลอดเวลา

และกว่าทุกอย่างจะกลับเข้าสู่เนื้อหาสาระการประชุมสภาก็ใช้เวลานานหลายชั่วโมง ยิ่งไปกว่านั้น หากนับเวลาการอภิปรายในเนื้อหาของร่างกฎหมาย กับเวลาที่ต้องเสียไปกับพฤติกรรมของ ส.ส.ในสภาแล้ว...ดูเหมือนว่า การพูดถึงเนื้อหาสาระจะน้อยไป

เท่ากับว่า จังหวะการค้านของพรรคประชาธิปัตย์ไม่ราบรื่นเหมือนเก่า

การเคลื่อนไหวนอกสภา ทำให้ถูกตั้งคำถามเรื่อง "ความเชื่อมั่นในระบอบรัฐสภา"

พฤติกรรมโห่ในสภา ทำให้ถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของผู้ทรงเกียรติ

ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลที่เดิมดูเหมือนจะเพลี่ยงพล้ำ เพราะฝ่ายความมั่นคงได้ข่าวว่า กลุ่มผู้ชุมนุมคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมจะมาถึง 7 หมื่นคน จึงประกาศใช้ พ.ร.บ.ความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และระดมกำลังตำรวจ 4 หมื่นนายมารับสถานการณ์

หากแต่เมื่อถึงเวลา กลุ่มผู้ชุมนุมที่มาร่วมกลับน้อยกว่าคาดมาก

ม็อบที่ฝ่ายความมั่นคงผวา กลายเป็นม็อบที่มี "มวลชน" สนับสนุนไม่มากนัก

เท่ากับว่า ชนวนที่พรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มต่อต้านรัฐบาลใช้ปลุกประชาชนนั้น ไม่มีพลังเพียงพอ

ข้ออ้างเรื่อง พ.ต.ท.ทักษิณที่เคยได้ผล มาคราวนี้กลับจุดไม่ติด

ข้อกล่าวหาหลายเรื่องที่เคย "กล่าวหา" สำเร็จ ดูเหมือนว่าคราวนี้จะไม่สำเร็จ

ปรากฏการณ์นิรโทษกรรมคราวนี้ จึงมองเห็นความพลั้งพลาดของพรรคประชาธิปัตย์ ทั้งในแง่ข้อเท็จจริงและวิธีการ

เป็นวิธีการที่พรรคประชาธิปัตย์เคยใช้ "ค้าน" สำเร็จมาหลายครั้ง

แต่คราวนี้กลับไม่สำเร็จ...การค้านของพรรคประชาธิปัตย์กลับ "หัวคะมำ"

ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นการบ้านข้อใหญ่ที่พรรคประชาธิปัตย์ต้องกลับไปปรับปรุง

ปรับปรุงทั้งข้อมูลและวิธีการ... ทำอย่างไรจึงจะทำให้การ "ค้าน" มีประสิทธิภาพ

ไม่ต้องสะดุดหกล้ม "หัวคะมำ" อย่างที่เห็นในปรากฏการณ์ "นิรโทษกรรม"
[Continue reading...]

Friday, August 9, 2013

ผ่าความจริง 62 เวทีเสียเปล่า! ควรทบทวนตัวเองและเริ่มต้นด้วยการ "เลิกโกหก" ตั้งแต่วันนี้ : เจเจ สาทร

- 0 comments
วันนี้ ได้มีโอกาสแวะไปดูม็อบที่สวนลุมฯ ตอน 6 โมงเย็น
ได้เดินสังเกตรอบๆ ตั้งแต่หน้าประตู มีการตรวจค้นกระเป๋าละเอียดยิบ ทั้งที่ไม่ใช่เจ้าหน้าที่ตำรวจ หน้าเวทีตั้งตรงสามแยกพอดี มีเต็นท์กองทัพธรรมแจกอาหารทางด้านขวามือ เต้นอำนวยการทั่วไปเรียงรายด้านซ้ายมือ คนเดินผ่านเพื่อไปด้านหลังสวน กับคนมาออกกำลังกาย ต้องวิ่งผ่านทางแยก แต่คนนั่งอยู่ คนวิ่ง ก็วิ่งไม่ได้ ต้องหยุดและเดินเลี่ยงไป จำนวนคนหากไม่นับคนวิ่งคนเดินผ่านเลย ไม่เกิน 500 คน

คิดในใจว่าทำไมม็อบถึงจุดไม่ติด สงสารแต่คนแก่ๆ เดินไปมาอยู่รอบๆ ฟังบนเวทีสักพัก ก็พูดให้ความหวังตลอดเวลาเช่น มีข่าวดีว่า สมศักดิ์ โกศัยสุข ก็มาร่วมกับเราแล้ว (เย้ทีนึง) สนธิ ลิ้มทองกุล กำลังจะมาหาเราคืนนี้ (เย้กันอีกที) ตกลงว่าทั้งหมดทั้งปวงที่แพ้ราบคาบ ณ ขณะนี้เพราะเขาทั้งหมด (ย้ำว่าตั้งแต่ ปชป. สื่อเหลือง เว็บเพจสาวก ทั้งหมด) แพ้ราบคาบเพราะมัวแต่ “โกหกตัวเอง”

“ผ่าความจริง” เวทีแรก จนถึงเวทีสุดท้ายจบลง สรุปได้ชัดเจนว่า “เค้าเหนื่อยฟรี” ทำไมเหรอครับ เพราะเขา “โกหก” จนเคยชิน พูดปราศรัยบนเวทีด้วยข้อความที่ โกหกจนเกินความจริงไปมาก มากจนคนฟังเองก็ไม่ค่อยจะเชื่อข้อมูลบนเวทีเท่าไร แต่เฮไปตามอารมณ์ แต่ข้อเท็จจริงที่พร่ำพูดกับมา 62 เวทีไม่ได้แปรเปลี่ยนเป็น “พลังม็อบ” เลยหรือ?

หน้ากากขาว ไม่ต้องโกหกก็รู้ว่า ดำเนินการโดยคนของพรรคประชาธิปัตย์ การ์ดเอย คนนำเอย โฆษณาตามบลูสกายเอย หริโชคช่วยบิ้วสุดชีวิตอีก แถมเพจทั้งหมดทุกเพจทั้งหน้ากากขาวและเพจด่าฝ่ายตรงข้ามหยาบๆคายๆ ก็ล้วนเป็นของเครือข่ายสาวกพรรคประชาธิปัตย์ทั้งสิ้น ทำไมข้อมูลต่างๆที่เผยแพร่ และแชร์กัน และอ้างว่ามีแฟนคลับรวมกันเป็นล้านๆ ถึงออกมาช่วยพรรคประชาธิปัตย์ไม่ถึง 2,000 คนในวันที่ 7 สิงหาคมละครับ?
ทำไมดีเดย์ ชุมนุมใหญ่ปราศรัยข้ามวันข้ามคืน ตอนตีสาม หน้าเวทีไม่มีคนเลยสักคน? แฟนคลับที่บอกว่าเหนียวแน่กลับหายหมด แต่ทนปราศรัยเพราะถ่ายทอดสด ทำไมคำพูดที่แสนทรงพลังของนายชวน หลีกภัย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ถึงไม่สามารถจูงใจคนกรุงเทพที่รักพรรคฯ ให้ออกมาร่วมต่อสู้ละครับ
เพราะทั้งหมดของพรรคประชาธิปัตย์ “โกหกเป็นนิสัย” ไงครับ
โกหกตั้งแต่ในทีวี คนฟังย่อมอยากฟังเอามันส์ แต่เขาไม่ได้ “เชื่อ” ในสาระของรายการเลย

โกหกตั้งแต่จำนวนคนมาฟังปราศรัยตามเวทีต่างๆ รู้อยู่แก่ใจว่า “เกณฑ์มา” คนมาน้อย แต่อาศัยโบกธง อาศัยเทคนิคถ่ายภาพให้ดู “มาเป็นแสน” เลยหลงตัวว่า หากตัวเองเป่านกหวีด จะแห่ออกมา

โกหกตามเพจและเว็บต่างๆ ในเครือข่าย ด้วยข้อมูลเท็จ และหยาบคาย โกหกได้ทุกเม็ด โกหกทุกข้อความ เล่นทุกดอกแบบไม่สนใจความเป็นจริง เท่ากับ “ดูถูกแฟนคลับ”
ก่อนชุมนุมใหญ่ ทุกวันอาทิตย์ ที่มีชุมนุมหน้ากากขาว คนมาแค่หลักร้อย หรือพันต้นๆ ก็โกหกบิดเบือนข่าวตามเพจเครือข่ายตนเอง ให้ดูกลายเป็นหลักหมื่นด้วยสื่อฝ่ายของตน
แม้กระทั่งวันชุมนุมใหญ่ ยังโกหกคนทั้งประเทศ ด้วยการสั่งเกณฑ์ข้าราชการ กทม.มาร่วมชุมนุม สก.สข.ทุกเขตถูกสั่งระดมมาอย่างน้อยเขตละ 100 คน 50 เขตก็ควรมี 5000 อย่างน้อย แต่เอาเข้าจริงๆ ประชาชนที่ถูกเกณฑ์มา ต่างส่ายหัวไม่เอาด้วยเพราะรู้ว่า ถูกพรรคประชาธิปัตย์หลอกมาเจ็บ หลอกมาตาย เหมือนกับหลายๆครั้งในประวัติศาสตร์เช่นพฤษภา 53
ที่สำคัญที่สุด “ข่าวประจำวัน” ที่ส่งถึงผู้บริหารพรรคประชาธิปัตย์เอง ก็จัดทำโดยหนังสือพิมพ์ในเครือข่าย หัวข้อข่าว เนื้อข่าว ผ่านการบิดเบือน ตกแต่งข้อความกันใหม่ให้ “ดูดี” เสพแต่ข่าวฝ่ายตนจน “หลงเชื่อข่าวลวง-ตัดแต่ง” ที่ตนเองทำกันเอง และก็ตกจมอยู่ในกระแสข่าวเท็จทั้งหมดที่ตนสร้างมา
เมื่อถึงเวลา แทนที่จะได้ “เป่านกหวีด” กลับกลายเป็น “เป่าแตรนอน” ด้วยประการฉะนี้
[Continue reading...]

Tuesday, August 6, 2013

ปชป.นัดรวมพล 9 โมงเช้ 7 ส.ค. 56 ที่แยกอุรุพงษ์ ให้ชาวบ้านเดินไปส่งส.ส.เข้าสภาฯ มั่นใจไม่เกิดเหตุรุนแรง

- 0 comments
เมื่อเวลา 16.15 น. วันที่ 6 ส.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์  นายสาทิตย์ วงศ์หนองเตย ส.ส.ตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมส.ส.พรรค ประจำสัปดาห์ว่า ที่ประชุมมีมติคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม โดยจะจัดเวทีปราศรัยผ่าความจริงฯ ที่ลานกีฬาสี่แยกอุรุพงษ์ ข้ามคืนไปสิ้นสุดในเวลา 09.00 น. ของวันที่ 7 ส.ค.นี้ จากนั้นส.ส.ของพรรคจะมารวมตัวกับประชาชนที่ร่วมฟังการปราศรัย แล้วเดินเท้าจากสี่แยกอุรุพงษ์ไปยังรัฐสภา เพื่อเข้าร่วมการประชุมสภาฯ

โดยระหว่างทางจะมีการเชิญชวนประชาชนเข้าร่วมเดินเท้าให้กำลังใจการทำหน้าที่ของ ส.ส.ด้วย  เมื่อไปถึงเขตควบคุมตาม พ.ร.บ.ความมั่นคง จะขออนุญาตเจ้าหน้าที่ที่ตั้งด่านตรวจเพื่อให้ประชาชนไปส่งส.ส.ถึงบริเวณหน้าประตูทางเข้ารัฐสภา แต่หากเจ้าหนาที่ไม่อนุญาต คงต้องพูดคุยกันก่อน

นายสาทิตย์ กล่าวต่อว่า เราดำเนินการในเชิงสัญลักษณ์และไม่มีใครที่คิดจะก่อความรุนแรงหรือกระการผิดกฎหมาย จึงคิดว่าไม่น่าจะเสี่ยงเกิดเหตุรุนแรงจนถึงขั้นปะทะกัน แต่หากไม่สามารถไปส่งได้ ก็ขึ้นอยู่กับประชาชนว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยระหว่างทางจะมีการจัดทีมคอยดูแลตลอดเส้นทาง และจะประสานกับเจ้าหน้าที่เทศกิจของกทม.และเจ้าหน้าที่ตำรวจ เพื่อป้องกันมือที่ 3 มาก่อเหตุ โดยมั่นใจว่าผบช.น.จะดูแลได้ เพราะสนิทกับแกนนำคนเสื้อแดง อีกทั้งมีการระดมเจ้าหน้าที่ตำรวจมาถึง 3 หมื่นกว่านาย แต่ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นก็น่าจะเกี่ยวพันกับคนในพรรคเพื่อไทย และยืนยันได้ว่าไม่มีแผนนำประชาชนไปปิดล้อมรัฐสภา เพื่อไม่ให้สภาฯพิจารณาร่างพ.ร.บ.นี้

เมื่อถามว่า เป็นไปได้หรือไม่ว่าหากพรรคประชาธิปัตย์ แพ้ในสภาฯ จะมีส.ส.ลาออกมาต่อสู้นอกสภา นายสาทิตย์ กล่าวว่า ยังไม่ได้คุยถึงขั้นนั้น แต่ในที่ประชุมนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมฝ่ายค้าน(วิปฝ่ายค้าน) ได้ซักซ้อม ว่าจะสู้ในสภาอย่างเต็มที่ เพื่อให้รัฐบาลถอนร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวออกไป.

ที่มา: เดลินิวส์
[Continue reading...]

Friday, July 26, 2013

ปชป.ยึดเวทีถล่ม "ปู" ปลุกกระแสรับเปิดสภา

- 0 comments
โดย...ธนพล บางยี่ขัน จากโพสทูเดย์

อุณหภูมิการเมืองเริ่มตั้งเค้ารุนแรงอีกรอบ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนเปิดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร 1 ส.ค.นี้ ซึ่งมีทั้งกฎหมายร้อนและประเด็นใหญ่ๆ จ่อคิวรอการพิจารณาแน่น

จนวิเคราะห์กันว่าจะเกิดแรงเสียดทานครั้งใหญ่สั่นคลอนรัฐบาลหนักกว่าที่ผ่านมา

ไม่แปลกที่ “ฝ่ายค้าน” จะจับสัญญาณนี้ได้ชัดเจน และไม่ยอมทิ้งโอกาสให้หลุดลอย ดังจะเห็นจากท่าทีการออกตัว “ปลุกกระแส” หยิบจับเรื่องร้อนต่างๆ มาไล่บี้รัฐบาล เพื่อปูทางไปสู่กระบวนการตรวจสอบในสภาที่จะหนักหน่วงขึ้นเรื่อยๆ

เพราะต้องยอมรับว่าผลพวงจากการบริหารงานเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เริ่มปรากฏความเสียหายที่จับต้องได้หลายต่อหลายจุด ทั้งความเสียหายที่มีผลต่องบประมาณแผ่นดินและสุ่มเสี่ยงว่าจะขัดกฎหมายในอีกหลายส่วน

ยังไม่รวมกับความระหองระแหงทั้งภายในพรรคและความสัมพันธ์ระหว่างเสื้อแดงและเพื่อไทย จนทำให้ครึ่งเทอมของการบริหารของรัฐบาลเพื่อไทยจึงถือเป็นหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญว่าจะลากกันฝ่าแรงเสียดทานกันไปต่อได้นานอีกแค่ไหน

แม้จะพักยกชั่วคราวระหว่างปิดสมัยประชุม แต่ระเบิดเวลาหลายลูกที่ถูกจุดชนวนยังเป็นหัวเชื้อรอเวลาหยิบขึ้นมาเดินหน้าผลักดันต่อในช่วงเปิดสมัยประชุม ดังนั้น ประชาธิปัตย์ (ปชป.) จึงอาศัยช่วงปิดสมัยประชุม เดินสายเปิดเวทีผ่าความจริง ชี้แจงชาวบ้านให้เข้าใจถึงพิษภัยระเบิดเวลาเหล่านี้

ความพยายามใช้เวลาช่วงปิดสมัยประชุมจัดเวทีต่างๆ เรียกกระแสสังคมให้จับตามายังประเด็นร้อนเหล่านี้ ต้องเจออุปสรรคอยู่บ้าง โดยเฉพาะพื้นที่สีแดงที่มีการก่อกวนรุนแรงขึ้น จนต้องปรับแผนกลับมาจัดเวทีอยู่ในพื้นที่ กทม. ทั้งลานคนเมือง วงเวียนใหญ่ หรือล่าสุดเวทีที่เขตบางเขน ภายใต้หัวข้อ “หยุดกฎหมายล้างผิด คิดล้มรัฐธรรมนูญ หยุดเงินกู้ผลาญชาติ หยุดอำนาจฉ้อฉล”

สะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายการจุดกระแสคัดค้านในประเด็นหลักๆ ตั้งแต่เรื่องใหญ่อย่างกฎหมายปรองดองหรือนิรโทษกรรมทั้งฉบับของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน และวรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย หรือล่าสุดฉบับของ พะเยาว์ อัคฮาด ที่ประเมินว่าจะเป็นชนวนความขัดแย้งและบานปลายกลายเป็นความรุนแรง ต่อเนื่องด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่จะเป็นปัญหาไม่แพ้กัน

ยังไม่รวมกับการเน้นย้ำอันตรายโครงการบริหารจัดการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท ที่ขาดรายละเอียดโครงการ ขาดการศึกษาผลกระทบด้านต่างๆ และขาดการมีส่วนร่วมจากชาวบ้านในพื้นที่และสุ่มเสี่ยงที่จะเกิดการรั่วไหลจากระบบการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีพิเศษ และสุ่มเสี่ยงที่จะขัดรัฐธรรมนูญ

ตามมาด้วย พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ จำนวน 2 ล้านล้านบาท

มาถึงการสะท้อนปัญหาอันตรายจากโครงการรับจำนำข้าว ที่นอกเหนือจากเงื่อนงำความไม่โปร่งใสในแทบจะทุกขั้นตอนจนงบประมาณรั่วไหลขาดทุนไปหลายแสนล้านบาท และจะยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปเมื่อรัฐบาลยืนยันเดินหน้าทำโครงการต่อจนเตรียมจะต้องแก้ปัญหาด้วยการขยับราคาจำนำเหลือตันละ 1.35 หมื่นบาท และจำกัดจำนวนจากเดิม 1.5 หมื่นบาททุกเมล็ด กระทบต่อรายได้ของชาวนาโดยตรง

ที่สำคัญยังต้องเผชิญกับปัญหาใหม่ๆ เรื่องคุณภาพข้าวที่เริ่มระบายออกมาจากสต๊อกของรัฐบาล ที่มีทั้งเรื่องข้าวเน่าและสารปนเปื้อนจนกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในและนอกประเทศ ส่งผลต่อการระบายข้าวที่ค้างในสต๊อก ยังไม่รวมกับข้าวใหม่ที่จะเข้าโครงการในฤดูกาลหน้า

ประชาธิปัตย์จึงเตรียมทิ้งทวนใช้โอกาสในช่วงสัปดาห์สุดท้ายก่อนเปิดสมัยประชุมสภา เปิดเวทีปลุกกระแสให้สังคมหันมาจับตาอย่างใกล้ชิด โดยอยู่ระหว่างการหารือและรอเคาะว่าจะจัดทั้งหมดกี่เวทีและจุดใด วันใดบ้าง

ปูทางไปสู่ช่วงเปิดสมัยประชุมที่เตรียมการใช้เวทีในสภาอภิปรายชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสียของกฎหมายต่างๆ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่จ่อคิวรอการพิจารณาหรือจะเลื่อน พ.ร.บ.งบประมาณ 2557 ขึ้นมาพิจารณาก่อน เพื่อไม่ให้กระแสการเมืองร้อนแรงตั้งแต่เปิดสมัยประชุม

นอกจากบรรดากฎหมายร้อนทั้งหลายแล้ว อีกด้านหนึ่ง “ประชาธิปัตย์” ยังเตรียมหยิบปมปัญหาขึ้นมาขยายแผลผ่านช่องทางในระบบรัฐสภา โดยเฉพาะเรื่อง “คลิปฉาว” เสียงสนทนา “หนู” ช่วย “ราชสีห์” กลับบ้าน ที่สั่นคลอนสัมพันธ์ระหว่างกองทัพและรัฐบาลแบบไม่อาจหลีกเลี่ยง

วางคร่าวๆ ไว้ด้วย เตรียมตั้งกระทู้ถามสดตรงถึงนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ในฐานะ รมว.กลาโหม ที่จะต้องชี้แจง ทั้งเรื่องการเข้าไปแทรกแซงกองทัพของฝ่ายการเมือง รวมถึงประเด็นช่วยพี่ชายนายกฯ กลับประเทศ โดยพึ่งตัวช่วยอย่างสภากลาโหมเป็นใบเบิกทาง

ยังไม่รวมกับเรื่องร้อนอื่นๆ ทั้งผลพวงจากโครงการรับจำนำข้าว ทั้งเรื่องความเชื่อมั่น สารปนเปื้อน เงื่อนงำการระบายข้าว รวมไปถึงตัวละครใหม่ๆ อย่าง “มาดามกง” ที่เปิดออกมาล่าสุด ซึ่งจะได้มีการหยิบยกเรื่องเหล่านี้มาขยายผล นวดรัฐบาลไปเรื่อยๆ

ก่อนที่จะรอจังหวะเหมาะ ลงดาบสุดท้ายด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ที่จะต้องรอดูว่าถึงเวลานั้นมีข้อมูลหลักฐานมากน้อยแค่ไหน เพียงพอที่จะยื่นซักฟอกรัฐมนตรีคนใดจะเข้าข่ายบ้าง นับจากนี้จึงเลี่ยงไม่ได้ที่สถานการณ์การเมืองจะกลับมาดุเดือดอีกรอบ
[Continue reading...]

Thursday, July 25, 2013

ปชป.วอน นายกฯ หยุด ก.ม.ล้างผิดเข้าสภา ห่วงเกิดการสูญเสีย

- 0 comments
นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษก ปชป.วอน นายกฯ หยุด ก.ม.ล้างผิดเข้าสภา ห่วงเกิดการสูญเสีย ชี้ หากไม่เชื่อต้องรับผิดชอบ อัด ซื้อเวลาหลอกประชาชน เดินตามเป้าหมายตัวเอง...

วันที่ 25 ก.ค. ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงสถานการณ์การเมือง หลังรัฐบาลยืนยันจะผลักดัน ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ของนายวรชัย เหมะ ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย เข้าสู่การพิจารณาของสภาว่า น่าเป็นห่วงเพราะอาจเป็นชนวนที่ ทำให้เกิดความขัดแย้งรุนแรง จนนำไปสู่การนองเลือด และความสูญเสียได้ จึงขอเรียกร้องถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีว่า ขอให้เลิกไร้เดียงสาในเรื่องนี้ เพราะมีคนไปถาม แต่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ บอกว่า เป็นเพียงแค่เสียงเดียวในสภา ทั้งที่ใครๆ ก็รู้ว่า พรรคเพื่อไทย ขับเคลื่อนโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร พี่ชายนายกฯ และตระกูลชินวัตร นายกฯ สามารถสั่งซ้ายหันขวาหันได้

ทั้งนี้ กรณีนี้อยู่ในสถานะที่สามารถหยุดยั้งความเสียหายได้ แต่กลับไม่ทำเพราะไม่มีเหตุผล ที่จะหักด้ามพร้าด้วยเข่า ถ้าประเทศเสียหาย วุ่นวาย มีประชาชนบาดเจ็บล้มตาย ก็จะเป็นการซ้ำเติมบาดแผลในประเทศให้ลึกลงไปอีก ถ้านายกฯ ไม่ทำแล้วเกิดเหตุการณ์ใดขึ้น นายกฯ และพรรคเพื่อไทยต้องรับผิดชอบกับผลที่จะตามมาด้วย

ายชวนนท์กล่าวต่อว่า ที่ผ่านมา พรรคประชาธิปัตย์ ขอให้รัฐบาลหยุดกฎหมายนิรโทษกรรม 6 ฉบับที่ค้างอยู่ในสภา แล้วรับกฎหมายภาคประชาชนเสนอ แต่ดูเหมือนว่า นายกฯ ไม่ให้ความสนใจ เพราะเมื่อ นางพะเยาว์ อัคฮาด ไปหาก็ให้ นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรี มารับหน้าแทน พร้อมระบุว่า ให้นายพงศ์เทพไปศึกษาดู ทั้งที่มีเป้าหมายอยู่แล้วว่า จะผลักดันกฎหมายของ นายวรชัยต่อ แต่ยังให้ข่าวด้วยการซื้อเวลา แต่สุดท้ายก็ละทิ้งวัตถุประสงค์ของประชาชน เอาแต่เป้าหมายของตัวเอง


ที่มา : ไทยรัฐ
[Continue reading...]
 
Copyright © . Yak Ratchaprasong - Posts · Comments
Theme Template by BTDesigner · Powered by Blogger