Showing posts with label ชวน หลีกภัย. Show all posts
Showing posts with label ชวน หลีกภัย. Show all posts

Wednesday, November 12, 2014

ปปช.จ้องฟันจำนำข้าว..แต่กลับลากคดี ปรส.จนหมดอายุความ

- 0 comments

เห็นได้ชัดว่า เห็นได้ชัดว่า “คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)” เร่งรัดตรวจสอบ “กรณีโครงการรับจำนำข้าว” อย่างผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับ (ป.ป.ช. )เมื่อเปรียบเทียบกับ “คดีทุจริตโครงการระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล” ของ “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ของ "รัฐบาลอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ"

เพราะเมื่อเปรียบเทียบระยะเวลาดำเนินการ โดย “คดีทุจริตโครงการระบายข้าวสารในสต็อกรัฐบาล” ยุค “รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ที่ “ป.ป.ช.” มีมติตั้ง “อนุกรรมการฯ” ขึ้นมาตรวจสอบ ตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 อีกทั้ง “กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)” ได้ทำหนังสือ รายงานผลการสอบสวนของดีเอสไอ พร้อมข้อมูลหลักฐาน ไปให้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2555 … มาจนถึงวันนี้ ยุค "รัฐบาลอภิสิทธิ์เวชชาชีวะ" ที่ "ป.ป.ช. " มีมติตั้ง "อนุกรรมการฯ " ขึ้นมาตรวจสอบตั้งแต่วันที่ 30 พฤศจิกายน 2553 อีกทั้ง "กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)" ได้ทำ หนังสือรายงานผลการสอบสวนของดีเอสไอพร้อมข้อมูลหลักฐานไปให้อีกครั้งตั้งแต่วันที่ 4 กรกฎาคม 2555 ... มาจนถึงวันนี้ ก็ยังไม่มีใครได้เห็นความคืบหน้าของ  "ป.ป.ช. "

แต่กับ “กรณีโครงการรับจำนำข้าว” ที่เพิ่งมีการยื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช.ได้ไม่นานและเพิ่งมีการดำเนินการสอบสวนอย่างเป็นทางการ โดยมี “วิชา มหาคุณ” กรรมการ ป.ป.ช.  เป็น “อนุกรรมการฯ สอบสวน” กลับเร่งสอบ “แถลงข่าวความคืบหน้า” ไม่เว้นแต่ละวัน
อย่างนี้ “เลือกปฏิบัติ” และ “สองมาตรฐาน” อย่างเห็นได้ชัดหรือไม่ ?

แต่ไม่ใช่จะมีเพียงเท่านี้ ที่แสดงให้เห็น “มาตรฐานการทำงาน” ของ “องค์กร ป.ป.ช.” แห่งประเทศไทย  เพราะยังมี “คดีประวัติศาสตร์ ปรส.” ที่นับเป็น “ความชั่วร้ายแรง” ของ “พรรคประชาธิปัตย์ (ป.ช.ป.)” อีกคดีหนึ่งที่น่าสนใจ!

โดย “คดีอัปยศ ปรส.” นั้นเกิดขึ้นภายหลังเหตุการณ์ “วิกฤติเศรษฐกิจฟองสบู่แตก” เมื่อปี 2540  "ชวนหลีกภัย" หัวหน้าพรรคปชป ก็ได้ฉวยโอกาสที่ “รัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ” กำลัง เซ-ถลำ สวมรอยเข้ามาครองอำนาจรัฐ เป็น “รัฐบาล” 

เมื่อ “ชวน หลีกภัย” และ “พลพรรค ปชป.” ได้อาสาเข้ามาแก้ไขปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ก็เร่งขายทรัพย์สินของ “องค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน”  "ปรส." เกี่ยวกับ 56 สถาบันการเงินที่ถูกปิดกิจการไปก่อนหน้า ให้กับต่างชาติในราคาถูกแสนถูก

จาก มูลค่าประมาณ 851,000 ล้านบาท จากมูลค่าประมาณ 851,000 ล้านบาท
ด้วยความฉลาดหลักแหลม ของ “ชวน หลีกภัย” และ “ทีมเศรษฐกิจพรรค ปชป.” 

จึงพยายามนำไป “เร่ขาย” ให้กับ “ต่างชาติ” ด้วยมูลค่าเพียง 190,000 ล้านบาท
“ขายแบบขาดทุน” สุทธิ 661,000 ล้านบาท (หกแสนหกหมื่นหนึ่งพันล้านบาท) โดยก่อนหน้านี้
“กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)” ได้สรุปสำนวนความผิด “คดี ปรส.” เอาไว้ว่า ไม่ชอบด้วยกฎหมาย  และยังพบว่ามีหลายกรณีไม่เป็นไปตามกฎหมายระเบียบหลักเกณฑ์รวม 10 ประเด็น เรียบร้อยแล้ว คือ

1. ปรส. ยินยอมให้นิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. เข้าประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. โดยมิชอบ

2. คณะกรรมการ ปรส.บางคนมีส่วนเกี่ยวข้อง ปกปิดข้อเท็จจริง กระทำการโดยไม่โปร่งใส

3. ข้อกำหนดของ ปรส. ที่ให้ผู้ชนะการประมูลโอนสิทธิได้ขัดต่อกฎหมาย

4. การโอนสิทธิ ของผู้ชนะการประมูลไม่ชอบ ขัดต่อ พ.ร.ก.ปรส.

5. ข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของคณะกรรมการ ปรส. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

6. คณะกรรมการ ปรส. และกลุ่มนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องกับ ปรส. ฝ่าฝืนข้อสนเทศการขายทรัพย์สิน

7. กองทุนรวมที่รับโอนสิทธิจากผู้ชนะการประมูลซื้อทรัพย์สินจาก ปรส. ยังไม่มีฐานะเป็นนิติบุคคล

8. มีการทำสัญญาไม่ชอบด้วยกฎหมาย

9. สิทธิของนิติบุคคลที่ชนะการประมูลไม่สมบูรณ์ เนื่องจากขาดคุณสมบัติตามข้อกำหนดการขายทรัพย์สินของปรส. และ

10. ผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการ ปรส.บางคนขาดคุณสมบัติ เนื่องจากดำรงตำแหน่งทับซ้อนกับสถาบันการเงินอีกแห่ง

การขายทรัพย์สินของสถาบันการเงินทั้ง 56 แห่ง ในกลุ่มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย มีการดำเนินการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เป็นความผิดทางอาญา


แต่ปรากฏว่าในส่วนของ “ป.ป.ช.” ได้จัดให้มีการแถลงข่าวเอิกเริก เมื่อ 3 มิถุนายน 2556 โดย "คณะอนุกรรมการไต่สวน คดีการดำเนินการบริหารองค์การเพื่อการปฏิรูประบบสถาบันการเงิน” หรือ “ปรส.” ที่มี  "นายใจเด็ดพรไชยา" กรรมการป.ป.ช.  เป็นประธานมีมติยก "คำร้อง 3 สำนวน" ประกอบด้วยคดีที่นายธารินทร์นิมมานเหมินทร์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังในสมัย รัฐบาลนายชวนหลีกภัย และผู้เกี่ยวข้องในฐานะผู้กำหนดนโยบาย โดยระบุว่าไม่มีส่วนในการขายทรัพย์สินโดยมิชอบ

แต่กลับชี้มูลความผิด 1 สำนวนคือของนายมนตรีเจนวิทยาการเลขาธิการปรส ในฐานะที่ไม่ปฏิบัติตามข้อสนเทศ เรื่องการประกาศขายทรัพย์สิน ของ ปรส.

ขณะเดียวกัน ยังเหลืออีก 1 สำนวนที่กล่าวหา คณะกรรมการ ปรส.ในการขายทรัพย์สิน ให้กองทุนรวมเอเชียคอบเวอรี่ คดีนี้จะ “ขาดอายุความ” ในวันที่ 30 พฤศจิกายน 2557

ชัดเจน …. ชัดเจน ... “คดี ปรส.” มูลค่าความเสียหาย 661,000 ล้าน (หกแสนหกหมื่นหนึ่งพันล้านบาท) “ป.ป.ช.” ยกคำร้อง … “ปชป.”รอด !
และในที่สุด เมื่อวันที่ 11 พ.ย. 57 .ป.ป.ช.ร่อนหนังสือแจง "ไม่มีคดีปรส."อยู่ในการดำเนินการของป.ป.ช.แต่อย่างใด
หมายความว่าอย่างไร..ปปช.เพิกเฉยในการทำคดีนี้ และปล่อยให้หมดอายุความในที่สุด

ขอบคุณข้อมูลจากพระนครสาส์น
[Continue reading...]

Saturday, October 12, 2013

ความจริงที่คนไทยต้องรับรู้ "ใครกันแน่ที่ขายชาติ ?"

- 0 comments
การที่ "วิกฤตเศรษฐกิจ" ที่ได้บานปลายกลายเป็น "วิกฤตชาติ" นั้น เริ่มขึ้นตั้งแต่มีการเปิดระบบเงินเสรี(BIBF) อย่างโง่เขลา ใน พ.ศ.2536 ทำให้เอกชนหลงกลกู้เงินจำนวนมากจากต่างชาติเข้ามาใช้จ่ายกันอย่างฟุ่มเฟือย(ปั่นหุ้น ปั่นที่ดิน ปั่นคอนโดฯ) หรือกินส่วนต่างดอกเบี้ย(ดอกเบี้ยนอกถูก ดอกเบี้ยในแพง) อยู่หลายปี

ในปี พ.ศ.2540 "เจ้าหนี้ต่างชาติ" และ "หมาป่าการเงิน" เช่น นายจอร์จ โซรอส ก็ได้มีโอกาสเรียกหนี้คืน และ "ทุบ" ค่าเงินบาท จนหนี้สินทวีคูณขึ้นเป็น 2 เท่าตัวภายในเวลาข้ามคืน เมื่อรัฐบาลพลเอกชวลิต "ลอยตัว" ค่าเงินบาทหลังจากธนาคารชาติผิดพลาดเอาเงินทุนสำรองไป "สู้ศึก" ค่าเงินบาทแบบรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เพราะต่างชาติมี "ไส้ศึก"(ที่ปรึกษา) อยู่ในธนาคารชาติและกระทรวงการคลังไม่น้อย

เมื่อประเทศกำลังจะเข้าสู่ภาวะการล้มละลายจาก "หนี้สินของภาคเอกชน" รัฐบาลพลเอกชวลิตจึงสั่งปิดสถาบันการเงิน(ไฟแนนซ์) 58 แห่ง (ที่ไปกู้เงินนอกมากินส่วนต่างของดอกเบี้ยแล้วไม่มีปัญญาใช้คืน) และกู้เงินกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) เพื่อพยุงสภาวะการเงินการคลัง ของประเทศไว้ โดยต้องทำหนังสือแสดงเจตจำนงฯ (แสดงความจำนน) ฉบับที่ 1 ยอมรับเงื่อนไขของไอเอ็มเอฟแบบกว้างๆ (ไม่ผูกมัดตนเองในรายละเอียด และไม่ยอมรับเอา "หนี้สินของภาคเอกชน" มาเป็น "หนี้สินของรัฐ")

แต่เมื่อรัฐบาลของพลเอกชวลิตลาออกเนื่องจาก  "เกมการเมือง" ของพรรคชาติพัฒนาในปลายปี 2540 รัฐบาลชวนสองก็เข้ามาบริหารแผ่นดิน และได้ทำหนังสือแสดงเจตจำนงฯ(letters of intent) ฉบับที่ 3-6 ร่วมกับ side letters แสดงความจำนนอย่างสิ้นเชิงต่อเงื่อนไขของต่างชาติ โดยยอมรับเอา "หนี้สินของภาคเอกชน" มาเป็น "หนี้สินของรัฐ" ทำให้ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วย ต้องมี "หนี้" ติดตัวทันทีคนละหลายหมื่นบาท

รัฐบาลนายชวน หลีกภัย  เพื่อเอาใจต่างชาติ และเพื่อผลักดันรองนายกรัฐมนตรี นายศุภชัย พานิชภักดิ์ ขึ้นเป็นผู้อำนวยการองค์การการค้าโลก(WTO) รัฐบาลได้ใช้ภาษีอากรของประชาชนไปหลายสิบล้านบาท ในการสนับสนุนและหาเสียงให้นายศุภชัย ได้เปิดการค้าเสรีแบบเสียเปรียบต่างชาติ และได้ออก "กฎหมายขายชาติ 11 ฉบับ" ทำลายเอกราชอธิปไตยในด้านเศรษฐกิจ ด้านบริหาร ด้านนิติบัญญัติ และด้านตุลาการไปพร้อมๆ กัน

"กฎหมายขายชาติ" ที่รัฐบาลชวน 2 เรียกว่า "กฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจ" สามารถแบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มดังนี้

กลุ่ม 1 มีทั้งหมด 5 ฉบับ คือ กฎหมายล้มละลาย กฎหมายจัดตั้งศาลล้มละลายและวิธีพิจารณาคดีล้มละลาย กฎหมายแก้ไขวิธีพิจารณาความแพ่งในคดีมโนสาเร่ กฎหมายแก้ไขวิธีพิจารณาความแพ่งในกรณีขาดนัด และกฎหมายแก้ไขวิธีพิจารณาความแพ่งในการบังคับคดี

โดยสรุปก็คือ เพื่อต้องการให้เจ้าหนี้ (ซึ่งนายทุนต่างชาติในขณะนั้น) สามารถฟ้องล้มละลายลูกหนี้ (ที่เป็นคนไทย) ได้อย่างง่ายดาย และให้โอกาสเจ้าหนี้ มากกว่าลูกหนี้ในการต่อสู้คดี ร่วมกับการบังคับยึดทรัพย์ และขายทอดตลาดได้อย่างรวดเร็ว ด้วยเงื่อนไขที่เจ้าหนี้ เป็นคนกำหนด

ด้วยกฎหมายกลุ่มนี้ จึงทำให้  "คณะกรรมการปฏิรูปและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน"  หรือปรส. สามารถนำทรัพย์สินของประชาชน ที่รัฐบาลยึดมาจากสถาบันการเงินต่าง ๆ ไป "ล็อกสเป๊ก" ขายให้ต่างชาติในราคาถูก (ประมาณ 1 ใน 5 ของราคาทุน) โดยไม่ยอมให้คนไทยหรือลูกหนี้ซื้อ (เพื่อหวังเงินตรจากต่างประเทศ)  จนทำให้ขาดทุนไปประมาณ 6 แสนล้านบาท และต่างชาติที่เข้าม  "จับเสือมือเปล่า" เหล่านั้นก็ขายคืนให้คนไทยทันที และฟันกำไรไปหลายแสนล้านบาท จนยอมจ่าย "เศษเนื้อ" เป็นเบี้ยบ้ายรายทางแก่คนที่ร่วมขายชาติรวยบนหายะนะของคนไทยด้วยกัน

ด้วยกฎหมายกลุ่มนี้ ประชาชนที่ผ่อนบ้านผ่อนรถผ่อนเครื่องมือหากินและอื่นๆ กับสถาบันการเงินต่างๆ จึงถูกยึดทรัพย์สิน ทั้งที่ตนไม่รู้อีโหน่อีเหน่ด้วย ได้รับความเดือดร้อนแสนสาหัส

ภาคธุรกิจและกลุ่มอุตสาหกรรมไทยที่กู้เงินมาขยายกิจการกันมากมายในยุค "ฟองสบู่" ก็ต้องล้มละลาย กลายเป็นของต่างชาติ รวมทั้ง ธนาคาร  โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งด้วย
กลุ่มที่ 2 มี 3 ฉบับ คือ กฎหมายที่ดิน กฎหมายการเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่กำหนดให้เป็นทรัพย์สิทธิ์ และกฎหมายอาคารชุด
กฏหมายกลุ่มนี้ ต้องการให้ต่างชาติเป็นเจ้าของที่ดินได้ เช่าที่ดินเป็น 100 ปีได้ เป็นเจ้าของอาคารชุดได้ทั้งหมด(100%) และสามารถใช้ที่ดินและอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ ที่ตนเช่ามา เป็น "ทรัพย์สิทธิ์" ได้ นั่นคือ นำไปจำนองได้ นำไปค้ำประกันได้ ยกให้ผู้อื่นได้ เป็นต้น

กลุ่ม 3 มีเพียง 1 ฉบับ คือ กฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าว

กลุ่มนี้ เปิดโอกาสให้ต่างชาติเข้ามาประกอบอาชีพในประเทศไทยได้เท่าเทียมกับคนไทยหรือมากกว่าคนไทย(ส่งเสริมพิเศษ) ให้ต่างชาติแอบแฝงเข้ามาเปิดบริษัทที่เป็นสัญชาติไทยประกอบธุรกิจได้ทุกอย่าง โดยต่างชาติควบคุมการบริหารอยู่ข้างหลัง แล้วยังเปิดช่องให้ "ทุนยักษ์ข้ามชาติ" ใช้วิธีการทุ่มตลาดและกลเม็ดพลิกแพลงต่างๆ ในการเอาเปรียบผู้ผลิตไทยและผู้ซื้อไทยด้วย  เป็นการเริ่มต้นของการไหลเข้าของบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติ

กลุ่ม 4 มีอยู่ 1 ฉบับ คือ กฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ

กลุ่มนี้ทำให้ขายรัฐวิสาหกิจ ซึ่งเป็นทรัพย์สินของชาติ(ของประชาชน) เพราะเกิดจากภาษีอากร และความเดือดร้อนของประชาชน (จากการถูกเวนคืนที่ ถูกน้ำท่วมจากเขื่อน ฯลฯ) โดยแปลงเป็นหุ้นเพื่อขายในตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งแน่นอนว่าต่างชาติ จะรี่เข้ามาซื้อหุ้นรัฐวิสาหกิจที่มีกำไร (โดยรวมแล้วกำไรประมาณหนึ่งแสนล้านบาทต่อปี) แล้วโกยกำไรนั้นออกไป ปล่อยให้คนไทยถูก "ขูดรีด" จากค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าโทรศัพท์ ค่าน้ำมัน ค่าก๊าซ และอื่นๆ ที่จะแพงขึ้นๆ ตามลักษณะของธุรกิจที่ต้องการค้ากำไรสูงสุด
ผู้ที่ดำเนินการขายรัฐวิสาหกิจ ก็จะได้ "คอมมิสชั่น" ไม่ว่าในรูปของเงิน ค่าการตลาด ค่าพิจารณาวิธีจำหน่าย หุ้นลม หุ้นต่ำกว่าราคาจริง กำไรจากการปั่นหุ้นในระยะแรก และอื่นๆ

อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศนิการากัว ในครั้งที่มาร่วมเสวนากับแกนนำแรงงานไทยเมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2545 จึงกล่าวว่า "Privatization is Iegalized corruption"(การขายรัฐวิสาหกิจ คือ การทุจริตคอร์รัปชั้นอย่างถูกต้องตามกฎหมาย) จนประเทศนิการากัว ต้องล้มละลายในปัจจุบัน เช่นเดียวกับประเทศเม็กซิโก อาร์เจนตินา และบราซิล

กลุ่ม 5 มีเพียง 1 ฉบับ คือ กฎหมายประกันสังคม

สรุป ก็คือ ไอเอ็มเอฟรู้ว่า กฎหมาย 10 ฉบับจะทำให้ธุรกิจและโรงงานต้องล้มละลายเป็นจำนวนมาก คนจะตกงานมหาศาล และจะทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางสังคมขึ้น ซึ่งจะเป็นผลเสียต่อนายทุนต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย จึงจำเป็นต้องหาทางให้รัฐต้องอุ้มชูคนงานเหล่านั้น ไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์ทางสังคมที่จะทำให้นายทุนต่างชาติต้องขาดทุนได้

ดูจากเนื้อหาโดยสรุปของ "กฎหมาย 11 ฉบับ" คงพอจะทำให้เห็นว่าเขา "ขายชาติ" กันอย่างไร แต่อดีตนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัยและพรรคประชาธิปัตย์ กลับแก้ตัวว่า "ที่ต้องทำอย่างนั้น เพราะรัฐบาลพลเอกชวลิตทำหนังสือแสดงเจตจำนงฯ ฉบับที่ 1 ผูกพันไว้ รัฐบาลได้ต่อรองจนลดเงื่อนไขลงได้มากแล้ว"

ซึ่งในความเป็นจริง นายสมศักดิ์ โกศัยสุข รองประธานสมาพันธ์ประชาธิปไตยและเลขาธิการสมาพันธ์แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ในขณะนั้น ได้ต่อว่านายฮิวเบิร์ต ไนซ์ (Hubert Neiss) ผู้อำนวยการไอเอ็มเอฟภาคพื้นเอเชีย และนายรีซา โมกาดัม (Reza Moghadam) ผู้แทนไอเอ็มเอฟประจำไทย เมื่อพบกันที่ธนาคารชาติใน ปี พ.ศ. 2541 ว่า "ทำไม IMF จึงโหดร้ายกับไทยนัก" ซึ่งเขาตอบว่า "รัฐบาลของคุณเป็นผู้เสนอให้เรามากกว่าที่เราต้องการเสียอีก"

ถ้าสิ่งที่เขาพูดเป็นความจริง ทำไมรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์จึงต้องทำเช่นนั้น แล้วจะแก้ตัวไปทำไม เมื่อหนังสือแสดงเจตจำนงฯ ฉบับที่ 3-6 ที่เกิดขึ้นในสมัยตน มีเนื้อหาผูกมัดประเทศไทยและประชาชนไทยร้ายแรงกว่าหนังสือแสดงเจตจำนงฯฉบับที่ 1 ที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลพอเอกชวลิต แล้วรัฐบาลยังออก "กฎหมาย 11 ฉบับ" ด้วยมือของตนเองท่ามกลางเสียงคัดค้านของประชาชนอีกด้วย
[Continue reading...]

Wednesday, October 9, 2013

กอร์ปศักดิ์ โกหกคำโต "ชวน" เป็นคนใช้หนี้ ไอเอ็มเอฟ

- 0 comments
นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ ซึ่งเป็นทีมยุทธศาตร์ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสข้อความ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 56 ผ่าน เฟสบุ๊ค Korbsak Sabhavasu  พูดถึง พ.ต.ท.ทักษิณ  "ไม่ค่อยอยากจะพูดถึงคนคนนี้ แต่ก็เบื่อมากที่ชอบอ้างผลงานวันนี้อ้างผลงานใช้หนี้ IMF ก่อนกำหนด ลงเฟซบุ๊คซะด้วย"

และมี ถาพที่เขียนว่า "นายชวน ต่างหากที่ใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ" แถมมีคนมากดชอบ แสดงความคิดเห็น เชิงเห็นด้วยมากมาย

นายกอร์ปศักดิ์ คิดว่าคนไทยความจำสั้น เพราะ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรี ในขณะนั้นได้ประกาศผ่านสถานีโทรทัศรวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย เวลา 20.30 น. วันที่ 31 กรกฎาคม 2546 เกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจ สถานะการเงิน-การคลังของประเทศไทยรวมทั้งการชำระหนี้งวดสุดท้ายให้กับกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(ไอเอ็มเอฟ) ซึ่งสามารถชำระก่อนครบกำหนด 2 ปี มีรายละเอียดดังนี้
วันนี้เป็นวันที่ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ชำระหนี้ก้อนสุดท้าย
เมื่อเย็นวันนี้ ได้ชำระก้อนสุดท้ายคืนไอเอ็มเอฟจำนวน 6 หมื่นกว่าล้านบาท
ซึ่งได้กู้ยืมมาในช่วงเกิดวิกฤตเมื่อปี 2540
โดยไอเอ็มเอฟอนุมัติวงเงินให้ไทย 14,500 ล้านเหรียญสหรัฐ
แต่เบิกมาใช้จริงเพียง 12,296 ล้านเหรียญสหรัฐ
หรือประมาณ 5.1 แสนล้านบาท
โดยรัฐบาลชุดที่แล้ว(รัฐบาลนายชวน หลีกภัย)
ได้ชำระไป 1 หมื่นล้านบาท
แต่รัฐบาลนี้ได้ชำระครบทั้ง 5 แสนล้านบาท
ทำให้ไทยพ้นจากพันธกรณีกับไอเอ็มเอฟ

......วันนี้ ทำไมเรากล้าใช้หนี้ไอเอ็มเอฟ
ก่อนครบกำหนดเวลาล่วงหน้าถึง 2 ปี
ก็เพราะเราสามารถปรับพลิกสถานการณ์ได้แล้ว
และมีเงินทุนเพียงพอ ไม่ต้องเก็บหนี้ไว้
การใช้หนี้ครั้งนี้ทำให้ประหยัดดอกเบี้ยถึง 5 พันล้านบาท
และยังสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทยมากขึ้น

..........นอกจากนี้ การพ้นจากไอเอ็มเอฟ
ทำให้รัฐบาลสามารถจะแก้ไขกฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจ 11 ฉบับ (กฏหมายขายชาติซึ่งออกในสมัยนายชวน หลีกภัย)  ที่หลายฝ่ายห่วงใยกัน
อยากให้มีการแก้ไข ซึ่งรัฐบาลได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาพูดคุย
และสรุปว่าจะแก้ไขกฎหมายบางฉบับ คือ
1.กฎหมายทุนรัฐวิสาหกิจ
ซึ่งตามข้อกำหนดของไอเอ็มเอฟต้องขายมาใช้หนี้
แต่เราจะกระจายหุ้นในตลาด เพื่อขยายตลาดอย่างมืออาชีพ
และตรวจสอบด้วยระบบจะเข้มแข็ง
ทำให้รายได้เติบโตอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่ขายมาใช้หนี้
เพราะไม่จำเป็น จึงจะมีการออก กม.ปรับปรุงพัฒนารัฐวิสาหกิจ
เพื่อปรับปรุงองค์กร
2.กฎหมายล้มละลาย
ให้มีความเป็นธรรมลูกหนี้และเจ้าหนี้
3.กฎหมายประกอบธุรกิจคนต่างด้าว
รักษาผลประโยชน์ประชาชน พันธสัญญาต่างตอบแทน
4.กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง
5.กฎหมายอาคารชุด
6.กฎหมายประกันสังคม

คลิกดูรายละเอียดทั้งหมดที่ มาหาอะไร

คลิกดูรายละเอียดจาก ไทยอีนิวส์

 
[Continue reading...]

Sunday, October 6, 2013

ยุงยง ให้ประชาชนแตกความสามัคคี "ชวน หลีกภัย" กำลังทำอะไร ?

- 0 comments

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับปี 2550) มาตรา ๑

ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียว จะแบ่งแยกมิได้

มาตรา 1 ของ รัฐธรรมนูญ ทุกฉบับจะปราฏกข้อความนี้ ซึ่งคนทั่ว ๆ ไปก็ทราบกันดี อย่าว่าแต่คนที่เป็นถึง ส.ส. เป็นถึงอดีตประธานรัฐสภา เป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรี ถึง 2 สมัย และดีกรีระดับ เนติบัณฑิตไทย อย่างนายชวน หลีกภัย มีหรือจะไม่ทราบ

การกระทำผิดในมาตรานี้เป็นข้อหาร้ายแรง หมายถึงการเป็นกบฏ

แต่การออกมาปลุกระดม คนทางภาคใต้ ให้มีความรู้สึกเกลียดชังรัฐบาล แค่นั้นยังไม่พอ ยังสร้างให้เกิด ภาคนิยม ให้คนทางภาคใต้ เกลียดชัง คนภาคเหนือ ภาค อีสาน ถึงขนาดใช้คำพูดว่า

"ถึงประเทศต้องแตกความสามัคคีก็ต้องยอม แต่จะไม่ยอม ให้ระบอบทักษิณมายึดประเทศ"

ยุยงให้คนทางภาคใต้เกลียดรัฐบาล
โดยการอ้างว่า รัฐบาลไม่ดูแลคนภาคใต้ แม้กระทั่งงบประมาณ ก็เอาทางใต้ไปให้ภาคเหนือ
เพราะคนใต้บางส่วนยังเชื่อในคำพูดของนายชวน หลีกภัย  
เป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้วหรือ
เพราะนี่คือการยุงยงให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับขบวนการแบ่งแยกดินแดน ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้
ทำให้เกิด ไทยใต้ ไทยเหนือ เหมือนกับที่เกิดขึ้นในบางประเทศ
ชวน หลีกภัยกำลังทำอะไร ?
[Continue reading...]

Tuesday, October 1, 2013

"นายหัวชวน" ผู้ยึดมั่นในระบอบรัฐสภา กับ "บิ๊กบัง" ผู้ทำรัฐการประหาร

- 0 comments
พรรคประชาธิปัตย์ โดยนายชวน หลีกภัย ได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจน "เชื่อมั่นในระบอบรัฐสภา"  โดยเฉพาะ อุดมการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์  เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ต่อต้านเผด็จการ และอำนาจนิยมทุกรูปแบบ

อ้าปากแต่ละคำ มีแต่คำว่าประชาธิปไตย

แต่พฤติกรรม กลับตรงกันข้าม เห็นดีเห็นงามกับเผด็จการ เห็นดีเห็นงามกับการปฏิวัติ โดยเฉพาะผลพวงที่เกิดจากเผด็จการรัฐประหาร คือรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 กระโดดปกป้องรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ถึงขนาดต้องทำลายภาพลักษณ์ที่ดีของรัฐสภา

แต่  พล..สนธิ บุญรัตกลิน  อดีต เป็นผู้ทำการรัฐประหาร เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ แต่กลับมาเดินแนวทางแห่งประชาธิปไตย เข้าสู่การเมืองด้วยการเลือกตั้ง

และมีทีท่าว่าสนับสนุนวิถีทางแห่งประชาธิปไตย โดยเฉพาะ การประชุมสภาเพื่อโหวตลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่มาของ ส.ว.วาระ 3 มีเสียงสนับสนุนเห็นชอบจากพรรคมาตุภูมิ 2 เสียง หนึ่งในนั้นคือเสียง เห็นชอบ จากปาก พล..สนธิ บุญรัตกลิน 

แน่นอนที่สุดว่าปัญหาทางการเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน พล.อ.สินธิ ปฏิเสธ ความรับผิดชอบไม่ได้ การกระทำในครั้งนั้น อาจจะเกิดจากการหลงผิด หรือถูกหลอก  แต่พฤติกรรมในปัจจุบันน่ายกย่องกว่าคนในพรรคประชาธิปัตย์ ที่ประกาศตนเองว่า ต่อต้านเผด็จการ ยึดมั่นในระบอบรัฐสภา
[Continue reading...]

Sunday, September 29, 2013

ยิ่งแก่ ยิ่งเลอะเลือน...นายหัวชวน

- 0 comments
ชื่อ นายชวน หลีกภัย ถือว่า ยังขลังในหมู่คนใต้  คำว่า "พรรคประชาธิปัตย์เป็นของคนใต้" ก็ต้องยอมรับว่ามาจากนาย ชวนหลีกภัย

ถ้าย้อนกลับไปดู ก่อนที่นายชวน เข้าสู่การเมือง พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้ ส.ส. จากภาคใต้เป็นกลุ่มเป็นก้อนอย่างนี้

ถึงขนาดที่มีผู้เฒ่าผู้แก่สั่งเสียให้ลูกหลาน "อย่าลืมช่วย นายชวนนะ สงสารมัน"

ถึงขนาดมีคำพูดว่า "เอาเสาไฟฟ้าไปลง" คนก็ยังเลือกประชาธิปัตย์

เพราะว่าโดยบุคลิก ของนายชวน ที่ดำรงตนเป็นคน สมถะ อยู่บ้านเช่า ใช้รถเก่า และโดยพื้นเพเดิมที่เป็นลูกแม่ค้า

โดยเฉพาะในอดีต การรับรู้ข้อมูลข่าวสารยังไม่รวดเร็วอย่างปัจจุบัน

ด้วยเหตุนี้ภาพของนายชวน จึงเป็นเหมือนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ประจำพรรคอย่างที่นายวัชระ เพชรทองได้กล่าวถึง

ระดับคนเคยดำรงตำแหน่งประธานสภา เคยดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี ถึง 2 สมัย น่าจะรู้ว่าอะไรควรหรือไม่ควร

การพูด ปลุกระดมให้เกิดภาคนิยม เป็นสิ่งที่ไม่สมควร (คลิกดูรายละเอียด)

ในขณะที่ ประเทศต้องการความสมานฉันท์ ปรองดอง กลับพูดเพื่อสร้างความแตกแยก

หรือเพียงเพื่อป้องกันถูกแย่ง ฐานที่มั่น กระทำโดยไม่เลือกวิธีการ

ทางภาคกลางเรียกว่า "แก่กะโหลกกะลา"

ทางภาคใต้เรียกว่า "ใหญ่พร้าว เฒ่าลอกอ"

คือแก่เสียเปล่า ใหญ่เสียเปล่า ข้างในไม่มีอะไรเลย
[Continue reading...]

Sunday, September 1, 2013

"เสื้อแดง" เมืองตรัง ฐานที่มั่นของ "ชวน หลีกภัย"

- 0 comments

ปรากฏการณ์ความเคลื่อนไหวของ "กลุ่มคนเสื้อแดง" ในพื้นที่ จ.ตรัง ซึ่งเสมือนเมืองหลวงของพรรคประชาธิปัตย์ เริ่มเคลื่อนไหวในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เพียงแต่ในช่วงก่อตัวยังไม่มีรูปแบบที่ชัดเจนเด่นชัด ประกอบกับมีผู้เข้าร่วมจำนวนเพียงเล็กน้อย เนื่องจากช่วงนั้นพรรคประชาธิปัตย์ อยู่ในฐานะผู้นำรัฐบาล

กระทั่งเกิดการชุมนุมทางการเมืองของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) และรัฐบาล "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" ตัดสินใจขอคืนพื้นที่บริเวณราชประสงค์ จากกลุ่มผู้ชุมนุมเมื่อเดือนพฤษภาคม 2553 "คนเสื้อแดงเมืองตรัง" จึงเคลื่อนไหวถี่ขึ้น และมีจำนวนมากขึ้น

ภาพของ "กลุ่มคนเสื้อแดง" ใน จ.ตรัง เห็นเด่นชัดผิดหูผิดตา หลังจากการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อปี 2554 พรรคเพื่อไทยได้ครองเสียงข้างมากในสภา ถึงแม้ ส.ส.ทั้ง 4 เขต ใน จ.ตรัง จะสอบตก ไม่ประสบความสำเร็จ แถมยังได้คะแนนแค่หยิบมือ รวมทั้งแกนนำบางคนอาจจะไม่ได้ตำแหน่งตอบแทน แต่การผนึกกำลังของคนกลุ่มนี้ยังคงแนบแน่น และเคลื่อนไหวอย่างเปิดเผยมากยิ่งขึ้น เมื่อ "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ได้นั่งเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

จากนั้น "กลุ่มคนเสื้อแดงเมืองตรัง" จึงรวบรวมคนจากอำเภอต่างๆ กว่า 200 คน รวมตัวกันทำบุญเลี้ยงพระเนื่องในวันคล้ายวันเกิดอดีตนายกฯ "ทักษิณ ชินวัตร" ณ ที่ทำการพรรคเพื่อไทย สาขาตรัง ตั้งอยู่เลขที่ 180/6 ริมถนนตรัง-พัทลุง ในเขตเทศบาลนครตรัง ภายใต้การนำของ "วิราว์ วัฒนกิจ" เลขาธิการสมัชชาประชาธิปไตยภาคใต้

โดยจัดคู่ขนานกับกลุ่มคนเสื้อแดงอีกกว่า 100 คน ซึ่งทำบุญเลี้ยงพระ เนื่องในวันคล้ายวันเกิด "ทักษิณ" ยังอีกจุดหนึ่ง ณ ศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย สาขาตรัง ภายในโรงแรมโรสอินน์ เลขที่ 20/116 ถนนท่ากลาง ในเขตเทศบาลนครตรัง ภายใต้การนำของ นายรัตน์ ภู่กลาง" แกนนำ นปช.จังหวัดตรัง

ต่อด้วยการชูป้ายแสดงความยินดีที่ "ยิ่งลักษณ์" ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี หลายจุดในเมืองตรัง โดยเฉพาะที่บริเวณริมถนนพาดรถไฟสายตรัง-สิเกา ซึ่งเป็นเส้นทางสู่ที่ตั้งของศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย สาขาตรัง อันเป็นจุดที่มีทั้งผู้คนและรถราผ่านไปผ่านมาจำนวนมาก สร้างความแปลกใจให้แก่ชาวเมืองตรังเป็นอย่างยิ่ง เพราะส่วนใหญ่นิยมพรรคประชาธิปัตย์

นอกจากนี้ พวกเขายังเปิดสถานีวิทยุชุมชน "Rose Radio" หรือ คลื่นกุหลาบแดง คลื่นแห่งประชาธิปไตย เอฟเอ็ม 97.00 เมกะเฮิรตซ์ ภายในศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย สาขาตรัง ท่ามกลางการจับตาของหน่วยข่าวความมั่นคง เพราะหวั่นเกรงเรื่องการหมิ่นสถาบันเบื้องสูง ยุยงปลุกปั่นจนให้เกิดกระแสความแตกแยกในสังคม เนื่องจากช่วงนั้นมีข่าวจับและปิดสถานีวิทยุชุมชนจำนวนมากทั่วประเทศ

"รัตน์" เล่าว่า การเปิดสถานีวิทยุชุมชน "Rose Radio" เพื่อส่งเสริมและให้ความรู้แก่ชุมชนเรื่องของการเมืองการปกครองในระบอบประชาธิปไตย สิทธิเสรีภาพ ตลอดทั้งเรื่องเศรษฐกิจชุมชน พร้อมยืนยันว่า สถานีวิทยุชุมชนของพวกเขายึดถือประโยชน์ของชุมชนเป็นหลัก และยินดีที่จะให้หน่วยงานภาครัฐตรวจสอบอย่างเปิดเผย

นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา "กลุ่มคนเสื้อแดง" ใน จ.ตรัง ได้จัดกิจกรรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการรวมตัวทำบุญเลี้ยงพระ เนื่องในวันคล้ายวันเกิด "ทักษิณ" ทำเป็นประจำในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา พร้อมเคลื่อนไหวผ่านป้ายภาพและข้อความ ซึ่งติดตั้งไว้ที่บริเวณริมถนนพาดรถไฟ สายตรัง-สิเกา บริเวณปากทางเข้าศูนย์ประสานงานพรรคเพื่อไทย สาขาตรัง ที่มองเห็นกันคุ้นตาในเวลานี้

ขณะเดียวกัน แกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงจากส่วนกลาง ได้แก่ นพ.ประสงค์ บูรณ์พงศ์ ที่ปรึกษาสมาพันธ์หมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย ร.ต.ต.กมลศิลป์ สิงหะสุริยะ ประธานสมาพันธ์หมู่บ้านเสื้อแดงเพื่อประชาธิปไตย รวมทั้ง อรรถพล ปาลกะวงศ์ ณ อยุธยา, สุริยา ชินพันธุ์ และ อรรถชัย อนันตเมฆ ยังเดินทางมารวมตัวกันที่ "ร้านตะวันงาม" ซึ่งเป็นร้านอาหารพื้นบ้าน ตั้งอยู่ที่หมู่ 9 ต.นาท่ามใต้ อ.เมือง จ.ตรัง พร้อมเปิดเวทีสัมมนาในหัวข้อ "ประชาธิปไตย เสริมอาชีพ สร้างรายได้ ประชาชน หมู่บ้านเสื้อแดง 80 ปี ล่องใต้ สร้างความเข้มแข็งให้กับประชาชน" รวมทั้งจัดกิจกรรมการวิเคราะห์สถานการณ์การเมืองในปัจจุบัน และเปิดตัวโครงการจัดตั้งสหกรณ์ประชาธิปไตยกินได้แล้ว ยังมีการขึ้นป้าย "หมู่บ้านเสื้อแดง" ขึ้นอย่างเป็นทางการเป็นแห่งแรกของ จ.ตรัง โดยมีผู้เข้าร่วมเป็นจำนวนกว่า 200 คน

นพ.ประสงค์ ประเมินว่า เนื่องจาก "คนตรัง" และ "ชวน หลีกภัย" ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้ที่มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง จึงอยากให้การเปิด "หมู่บ้านเสื้อแดง" ในครั้งนี้ เป็นเสมือนกับการส่งเสริมประชาธิปไตยให้เกิดขึ้น แม้ว่าจะได้รับการต่อต้านจากคนในพื้นที่ก็ตาม แต่พวกเราก็ไม่กลัว เพราะไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมายบ้านเมือง

"พวกเราทำถูกต้องตามกฎหมายรัฐธรรมนูญทุกประการ ประกอบกับการเปิดหมู่บ้านเสื้อแดง ก็เป็นการเมืองภาคประชาชน ที่สนับสนุนการเมืองที่เป็นประชาธิปไตย และไม่สนับสนุนการเมืองที่เผด็จการ เชื่อว่าคนตรังคงจะไม่เผาและถอดทำลายป้าย หรือหากมีเหตุการณ์เช่นนี้จริง กลุ่มคนเสื้อแดงก็ไม่ได้กังวล และพร้อมที่จะติดตั้งป้ายขึ้นมาใหม่" นพ.ประสงค์ยืนยัน

หัวเรือใหญ่กลุ่มคนเสื้อแดงเมืองตรัง ย้ำว่า ทุกอย่างก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ ตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา โดยเฉพาะการขึ้นป้าย หรือการแสดงความเคลื่อนไหวในโอกาสต่างๆ ของกลุ่มคนเสื้อแดง อาจจะดูขัดหูขัดหาสำหรับคนที่ศรัทธาพรรคประชาธิปัตย์ แต่กลับไม่เคยมีเหตุรุนแรงจนนำไปสู่การเผชิญหน้าของทั้งสองฝ่าย ถือเป็นจุดดีของชาวตรังยุคใหม่ ที่เปิดใจกว้างรับฟังความคิดเห็นของอีกฝ่าย แม้จะเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ ที่มีกำลังไม่มากไม่มายก็ตาม

โดยเฉพาะแกนนำหลักอย่าง "รัตน์" ถือเป็นผู้ที่คร่ำหวอดทั้งภาคการเมือง และภาคธุรกิจ ในระดับหนึ่ง เคยเป็นสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดตรัง (ส.อบจ.ตรัง) 1 สมัย พร้อมทั้งทำธุรกิจต่างๆ อีกมากมาย ทั้งอสังหาริมทรัพย์ สวนปาล์มน้ำมัน หรือล่าสุด คือ โรงแรม พร้อมกับได้ดึง "สมาน ลิประพันธ์" หรือ "บังหมาน" อดีต ส.อบจ. เขตกันตัง และรองประธานคณะกรรมการมุสลิมประจำจังหวัดตรัง มาร่วมช่วยงานด้วย

ฉะนั้น เกมความเคลื่อนไหวของ "กลุ่มคนเสื้อแดง" ใน จ.ตรัง จึงเป็นไปอย่างมีแบบแผนเชิงรุก ในจังหวะที่ต้องรุก และเงียบเฉยในจังหวะที่ต้องรับ ภายใต้การสนับสนุนจากกลุ่มสมาชิก ส่วนใหญ่จะเป็นนักธุรกิจในตัวเมือง ผนึกกำลังกับเอ็นจีโอบางกลุ่ม แต่พวกเขาฝันไกลถึงการเบียดแทรกเจ้าของพื้นที่ในศึกชิงเก้าอี้ ส.ส. จากพรรคประชาธิปัตย์ ที่ครอบครองมายาวนาน

ก้าวย่างของ "กลุ่มคนเสื้อแดงเมืองตรัง" จะสำเร็จตามเป้าหรือไม่ หรือผุดขึ้นเป็นเพียงสีสันทางการเมือง คำถามเหล่านี้ยังเป็นมหากาพย์ที่ต้องตามต่ออีกหลายภาค
.................

ที่มา : คนเสื้อแดง ในฐานที่มั่นของ ชวน หลีกภัย : เมธี เมือง คมชัดลึก

[Continue reading...]

Thursday, August 22, 2013

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ร่อนจม.เปิดผนึกถึง ฯพณฯชวน หลีกภัย "เตือน" ปลุกอนาธิปไตย ระวัง รัฐประหาร สู่กาลียุค!

- 0 comments
หมายเหตุ : เมื่อวันที่ 22 ส.ค. 56 เฟซบุ๊ก Charnvit Ks ได้โพสต์จดหมายเปิดผนึกของ ชาญวิทย์ เกษตรศิริ  อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และนักวิชาการประวัติศาสตร์ชั้นนำของไทย มีข้อความดังนี้ 
 
An Open Letter to Chuan Leekphai
On Anarchy and Democracy
เรื่อง ประชาธิปไตย กับ อนาธิปไตย
เรียน ฯพณฯ ชวน หลีกภัย สส. ปชป กก.สภามธ.
และอดีตนรม. อดีตหัวหน้าพรรคฯ

สืบเนื่องจากสถานการณ์ 
ป่วนสภา ป่วนถนน และการป่วนอื่นๆ 
ซึ่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่ง ที่สร้างสถานการณ์ อนาธิปไตย anarchy 
อันจะนำไปสู่ การรัฐประหาร ยึดอำนาย โดย นายทหาร และ/หรือ นายศาล
เรื่องทำนองนี้ ได้เกิดมาแล้ว เมื่อ พ.ศ. 2490 แล้วก็เกิดอีก เมื่อ พ.ศ. 2549
ปวศ. อาจซ้ำรอยอีก และเมื่อถึงตอนนั้นกาลียุค ก็จะบังเกิดในสยามประเทศไทย

ครั้งหนึ่ง ฯพณฯ ปรีดี พนมยงค์ อดีตผู้นำปฎิวัติสยาม ผู้ประศาสน์การ มธก รัฐบุรุษอาวุโส และ อดีต นรม ได้เตือนเราไว้ และน่าที่ เราๆ ท่านๆ ในยุคสมัยอันสับสน เช่นนี้ จักได้สำเนียก เรียนรู้ และสร้าง "การเมืองดี" ให้กับชาติบ้านเมือง

เมื่อหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ปี พ.ศ. 2489 กว่าครึ่งศตวรรษมาแล้ว ในขณะที่สังคมไทยกำลังค้นหาให้ได้มาซึ่งระบอบ "ประชาธิปไตย" ฯพณฯ ปรีดี ซึ่งในตอนนั้นดำรงตำแหน่ง นรม ได้กล่าวปิดประชุมสภาเมื่อ 7 พฤษภา ด้วยคำเตือนเรื่อง "ประชาธิปไตย" กับ "อนาธิปไตย" ดังนี้

"ระบอบประชาธิปไตยนั้น เราหมายถึงประชาธิปไตย อันมีระเบียบตามกฎหมายและศีลธรรม และความซื่อสัตย์สุจริต ไม่ใช่ประชาธิปไตยอันไม่มีระเบียบ หรือประชาธิปไตยที่ไร้ศีลธรรม เช่น การใช้สิทธิเสรีภาพอันมีแต่จะให้เกิดความปั่นป่วน ความไม่สงบเรียบร้อย ความเสื่อมศีลธรรม ระบอบชนิดนี้เรียกว่าอนาธิปไตย หาใช่ประชาธิปไตยไม่ ขอให้ระวัง อย่าปนประชาธิปไตยกับอนาธิปไตย"

ท่านปรีดี กล่าวต่อว่า "ข้าพเจ้าไม่พึงประสงค์ที่จะให้มีระบอบเผด็จการในประเทศไทย ในการนี้ก็จำเป็นต้องป้องกันหรือขัดขวางมิให้มีอนาธิปไตย อันเป็นทางที่ระบอบเผด็จการจะอ้างได้ ข้าพเจ้าเชื่อว่าถ้าเราช่วยกันประคองใช้ให้ระบอบประชาธิปไตยนี้ได้เป็นไปตามระเบียบเรียบร้อย .... ระบอบเผด็จการย่อมมีขึ้นไม่ได้"

ท่านปรีดีกล่าวอย่างน่าสนใจอีกว่า "การใช้สิทธิตามระบอบประชาธิปไตย ต้องทำโดยความบริสุทธิ์ใจ มุ่งหวังผลส่วนรวมจริงๆ ไม่ใช่มุ่งหวังส่วนตัว หรือมีความอิจฉาริษยากันเป็นมูลฐาน เนื่องมาจากความเห็นแก่ตัว (เอ็กโกอีสม์)"

แล้วท่านปรีดี ก็เข้าสู่ไคลแมกซ์ด้วยการกล่าวว่า "โดยมีอุดมคติซื่อสัตย์ต่อองค์พระมหากษัตริย์ ข้าพเจ้าเคารพในความซื่อสัตย์ ซึ่งมีตัวอย่างอยู่มากหลายที่ผู้ซื่อสัตย์เหล่านี้ได้ร่วมกิจการรับใช้ชาติกับข้าพเจ้า... แต่ผู้ซึ่งแสดงว่าซื่อสัตย์ต่อองค์พระมหากษัตริย์ในภายนอก ส่วนภายในหวังผลส่วนตน หรือมูลสืบเนื่องมาแต่ความไม่พอใจเป็นส่วนตัวเช่นนี้แล้ว ก็เกรงว่าผู้นั้นก็อาจหันเหไปได้ สุดแต่ว่าตนจะได้รับประโยชน์ส่วนตนอย่างไรมากกว่า"

ท่านปรีดี จบคำปราศัย ฝากฝังไว้กับ สส. ในสภาว่า "ข้าพเจ้าหวังว่าท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งหลาย คงจะใช้สิทธิของท่านด้วยความบริสุทธิ์ใจ และอาศัยกฏหมายและศีลธรรมความสุจริตเป็นหลัก ไม่ช่วยกันส่งเสริมให้มีระบอบอนาธิปไตย

ข้าพเจ้าขอฝากความคิดไว้ต่อท่านผู้แทนราษฎรทั้งหลาย โดยเป็นห่วงถึงอนาคตของชาติ ข้าพเจ้าปรารถนาที่จะได้เห็นประเทศชาติปลอดจากระบอบเผด็จการ และปลอดจากระบอบอนาธิปไตย คงมีแต่ระบอบประชาธิปไตยอันพรั่งพร้อมไปด้วยสามัคคีธรรม

ระบอบประชาธิปไตยอันพรั่งพร้อมด้วยสามัคคีธรรมนี้เป็นวัตถุประสงค์ของคณะราษฎร ที่ขอพระราชทานรัฐธรรมนูญ และเป็นพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวที่พระราชทานรัฐธรรมนูญ"

ท่านปรีดีฝากฝังอะไรไว้มากมายเมื่อ 7 พฤษภา พ.ศ. 2489 ต่อมาอีก 2 วัน คือ 9 พฤษภา ท่านปรีดี ก็ถวายรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ให้ในหลวงอานันท์ รัชกาลที่ 8 ลงพระปรมาภิไธย แต่อีก 1 เดือนต่อมา คือ ในวันที่ 9 มิถุนา ในหลวงอานันท์ ก็ต้องพระแสงปืนเสด็จสวรรคต

และแล้ววิกฤตก็บังเกิด อำนาจเก่าบารมีเก่า ใส่ร้ายป้ายสี "ปรีดีฆ่าในหลวง" ท่านปรีดีแสดงความรับผิดชอบ ลาออกจากนรม. และหลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ก็ขึ้นเป็นแทน รัฐบาลหลวงธำรงฯ ถูกพรรคฝ่ายค้าน คือ ประชาธิปัตย์ นำโดยนายควง อภัยวงศ์ เปิดอภิปรายในสภาฯ ไม่ไว้วางใจหลายวันหลายคืน และเมื่อล้มรัฐบาลด้วยวิถีทางรัฐสภาไม่ได้ นายควง หัวหน้าพรรคฯ ก็ร่วมมือกับ "ระบอบทหาร" ที่นำโดยพลโทผิน ชุณหะวัณ ทำ "การรัฐประหาร" ยึดอำนาจเมื่อ 8 พฤศจิกายน 2490

จากนั้นสยามประเทศ(ไทย) ของเรา ก็เข้าสู่ "ยุดมืดบอดทางการเมือง" กลายเป็น "ระบอบเผด็จการครึ่งใบ" อยู่ 10 ปีภายใต้ "ระบอบพิบูลสงคราม" ระหว่าง พ.ศ. 2491-2500 แล้วก็ต้องตกอยู่ภายใต้ "ระบอบเผด็จการเต็มใบ" ของ "ระบอบสฤษดิ์-ถนอม-ประภาส" อีก 15 ปี ระหว่าง พ.ศ. 2501-2516 รวมแล้วกว่าจะถูกโค่นล้มไปเมื่อ "14 ตุลา" พ.ศ. 2516 ก็กินเวลาถึง 26 ปี

ท่านปรีดีของเราต้องกลายเป็น "พ่อกู นามระบือ ชื่อปรีดี แต่คนดี เมืองไทย ไม่ต้องการ" (เช่นเดียวกับ ดร. ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ฯลฯ) ท่านต้องลี้ภัยการเมือง ลี้ภัยจาก "อนาธิปไตย" และ "เผด็จการทหารและอนุรักษ์นิยม" ไปอยู่เมืองจีนถึง 21 ปี แล้วก็จะไปจบชีวิตลงที่ปารีสเมื่อปี พ.ศ. 2526

ครับ ท่านปรีดีและคำเตือนว่าด้วย "อนาธิปไตย" กับ "ประชาธิปไตย" ทำให้เราต้องคิดใคร่ครวญหนักต่อสถานการณ์ปัจจุบัน นับตั้งแต่ "ระบอบพันธมิตร" กับการ "ล้มรัฐบาลสมัคร/สมชาย" ตลอดจน "โค่นระบอบทักษิณ" รวมทั้งสภาพการ "ป่วน" ทั้้งหลาย ทั้งปวง เราจะแก้วิกฤตครั้งนี้ได้อย่างไร เราจะทำอย่างไรที่จะไม่ให้เกิด "อนาธิไตย" อันนำมาสู่ "รัฐประหารโดยนายทหาร/นายศาล" หรือบานปลายไปจนเป็น "สงครามกลางเมือง" กลายเป็น "กาลียุค"

หากเราตระหนักในคำเตือนล่วงหน้าก่อนกาล ของท่านปรีดี ที่ท่านให้เรายึดมั่นใน "ประชาธิปไตย" ไม่นำไป "สับสน" หรือ "ปนเปื้อน" กับ "อนาธิปไตย/ป่วน" อันจะนำเราไปสู่ "ระบอบเผด็จการ" เมื่อนั้นแหละ ที่บ้านเมืองของเราจะพอมีอนาคตกันบ้าง

หรือว่าทุกอย่างจะสายเกินแก้ไปแล้ว และ ในกาลียุคสมัย "พระอิศวรศิวะเทพ" ก็จะปรากฏกายเป็น "ศิวะนาฏราช" เหนือปราสาทเขาพระวิหารและปราสาทเขาพนมรุ้ง เพื่อทำลายล้างทุกสิ่งทุกอย่างให้สิ้นซาก แล้วให้ "พระนารายณ์วิษณุเทพ" บันดาลให้ดอกบัวผุดขึ้นมาจากพระนาภี เผย "องค์ท้าวมหาพรหม" ที่จะทรงสร้างโลกใหม่ ที่มี "สิทธิ เสรีภาพ และภราดรภาพ" มีความเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเสียที

ชาญวิทย์ เกษตรศิริ
ณ เจ้าพระยา ท่าพระจันทร์ 
ที่มา : ข่าวสด
[Continue reading...]

Sunday, July 28, 2013

75 ปี “นายชวน หลีกภัย” ประเทศไทยได้อะไร

- 0 comments
ชวน หลีกภัย เกิดเมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2481 ที่ตำบลท้ายพรุ [1]อำเภอเมือง จังหวัดตรัง เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวน 9 คน ของนายนิยม หลีกภัย และนางถ้วน หลีกภัย เมื่อยังเด็ก นายชวนมีชื่อเรียกในครอบครัวว่า "เอียด" หมายถึง เล็ก เนื่องจากเป็นคนรูปร่างเล็ก

มีบุตรชายกับนางภักดิพร สุจริตกุล หนึ่งคน คือ นายสุรบถ หลีกภัย[2]
ชวน หลีกภัย เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสองสมัย สมัยแรกระหว่างปี พ.ศ. 2535-2538 (ครม.คณะที่ 50) สมัยที่สองระหว่างปี พ.ศ. 2540-2544 (ครม.คณะที่ 53) และเคยดำรงตำแหน่งเป็น หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ติดต่อกัน 3 สมัย ระหว่างปี พ.ศ. 2534-2546 เป็นเวลารวม 12 ปี

ชวน หลีกภัยได้เริ่มต้นชีวิตการทำงานโดยการเป็นทนายความ และต่อมาได้เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง ในสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ และเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในปี พ.ศ. 2534 ชวน หลีกภัย เคยดำรงตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการมาหลายกระทรวง ได้แก่ กระทรวงยุติธรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข รวมถึง รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎร และผู้นำฝ่ายค้าน ในปี พ.ศ. 2533 ชวน หลีกภัย ได้ขึ้นดำรงตำแหน่งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และต่อมาในปี พ.ศ. 2535 ได้ขึ้นดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี สมัยที่ 1 และวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2540 ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นสมัยที่ 2 พร้อมควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ทั้งนี้นับตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. 2475 เป็นต้นมา นายชวนเป็นพลเรือนคนที่สอง นับจาก ม.ร.ว. เสนีย์ ปราโมช ที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนี้ (ไม่นับ นายก ปู) 
 
ก่อนหน้า นายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ความชอบ "คนใต้" ยังไม่นิยมชมชอบ อย่างเช่นในปัจจุบัน

ความเป็นคนสมถะ นายกที่มาจาก "คนจน" มาจาก "ลูกแม่ค้า" ทำให้หลายคนคาดหวัง ว่า น่าจะเป้นคนหนึ่ง ที่ประเทศ พึ่งพาได้

เนื่องจากเป็นนักกฏหมาย ทำอะไร ต้องยึดตัวบทกฏหมายเป็นหลัก  กว่าจะตัดสินใจอะไรได้ ก็ต้องใช้เวลา  เลยเป้นที่มา ของ "ชวนเชื่องช้า"

และคำฮิตติดปากที่นายชวนมักจะพูดบ่อย ๆ เวลานักข่าวถามคือ "ยังไม่ได้รับรายงาน"

ชวน หลีกภัย ได้ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีในสมัยที่สอง โดยรับช่วงต่อหลังจาก พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ลาออกจากตำแหน่งเนื่องจากเกิดปัญหาเศรษฐกิจอย่างหนักจนต้องลอยตัวค่าเงินบาท กองทัพไม่ได้ต่อต้านการคืนสู่ตำแหน่งของเขา ชวนได้แต่งตั้งคณะทำงานด้านเศรษฐกิจที่น่าเชื่อถือจนได้รับความเชื่อถือและเห็นชอบจากสถาบันการเงินนานาชาติและสหรัฐอเมริกา มุ่งไปสู่การฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ อีกทั้งรัฐบาลผสมก็เอาชนะความพยายามของฝ่ายค้านในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ แม้ชวนจะไม่ใช่นักการเมืองที่น่าดึงดูดใจ แต่ก็ได้รับการสนับสนุนและไว้วางใจ เพราะถูกมองว่าซื่อสัตย์ มุ่งปฏิรูประบอบประชาธิปไตยและขจัดการฉ้อราษฎร์บังหลวง [3]
การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในสมัยที่สอง ถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เคารพกติกาประชาธิปไตย เนื่องจากรัฐบาลจัดตั้งขึ้น โดยกลุ่มของพรรคการเมืองฝ่ายค้าน ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลเดิมสนับสนุนให้ พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ หัวหน้าพรรคชาติพัฒนาขึ้นดำรงตำแหน่งแทน โดยการสนับสนุนของพรรคความหวังใหม่ (125 คน) พรรคชาติพัฒนา (52 คน) พรรคประชากรไทย (18 คน) และ พรรคมวลชน (2 คน) รวม 197 เสียง ส่วนฝ่ายค้านเดิมนำโดยพรรคประชาธิปัตย์ (123 คน) ร่วมกับพรรคชาติไทย (39 คน) พรรคเอกภาพ (8 คน) พรรคพลังธรรม (1 คน) พรรคไท (1 คน) และพรรคร่วมรัฐบาลเดิมได้แก่พรรคกิจสังคม (20 คน) และพรรคเสรีธรรม (4 คน) สนับสนุนนายชวน หลีกภัย ด้วยเสียงทั้งสิ้นรวม 196 เสียง ซึ่งน้อยกว่าฝ่ายรัฐบาล 1 เสียง[4]
 
การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของนายชวน หลีกภัย ก่อให้เกิดกลุ่มการเมือง ที่ถูกตั้งชื่อว่า กลุ่มงูเห่า ซึ่งเป็นสมาชิกพรรคประชากรไทยจำนวน 12 คนที่เข้าร่วมสนับสนุนรัฐบาล โดยคำชวนของ พล.ต. สนั่น ขจรประศาสน์ จนกระทั่งถูกพรรคประชากรไทยมีมติขับไล่ ทั้ง 12 ออกจากการเป็นสมาชิกพรรค และส่งผลให้สิ้นสุดสถานภาพ ส.ส.ตามกฎหมาย กลุ่มงูเห่าทั้ง 12 คน ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่ามติดังกล่าวเป็นมติที่ไม่ชอบ ขัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ของ ส.ส.ตามรัฐธรรมนูญ ส่งผลให้ ส.ส.ทั้ง 12 คน ยังคงสถานภาพ และหาพรรคใหม่สังกัด
นอกจากกรณีกลุ่มงูเห่าแล้ว ยังมีกรณีรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลที่ได้รับการตัดสินว่ามีความผิดทางการเมืองอีก 2 ท่าน ได้แก่ นายรักเกียรติ สุขธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขและ พลตรีสนั่น ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยนายรักเกียรติ สุขธนะ (พรรคชาติไทย) ได้รับคำพิพากษาตัดสินจาก ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้จำคุกเป็นเวลา 5 ปี ฐานเรียกรับสินบนบริษัทยา ทีเอ็น พี เฮลท์ แคร์ จำกัด ซึ่งนับว่าเป็นรัฐบาลชุดแรกที่รัฐมนตรีร่วมรัฐบาล ได้รับโทษถึงที่สุดให้จำคุกจากการทุจริตในระหว่างการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในคณะร้ฐบาล
นอกจากนี้ พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ของรัฐบาลนายชวน หลีกภัยและเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ก็ได้รับคำพิพากษาจากศาลรัฐธรรมนูญ ห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองเป็นเวลา 5 ปี จากการรายงานบัญชีทรัพย์สินตกหล่น
การจัดตั้งรัฐบาลสมัยที่สองของนายชวนนี้ ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะชนชั้นกลางใน กทม. เนื่องจากคาดว่ารัฐบาลนายชวน หลีกภัย จะสามารถฉุดประเทศไทยออกจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เริ่มขึ้นในรัฐบาลของ พล.อ. ชวลิต ยงใจยุทธ แต่การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจของรัฐบาลนายชวน หลีกภัยไม่บรรลุผลไม่สามารถดึงเศรษฐกิจให้หลุดพ้นจากภาวะการตกต่ำได้ทันใจ ความต้องการของประชาชน ทำได้แค่นำคนไข้ออกจากห้องฉุกเฉิน เข้าพักฟื้นในห้องคนป่วยปกติ แม้ว่าจะได้ดำเนินการมากว่า 3 ปี นอกจากนี้ นโยบายพรรคไทยรักไทย ยังเป็นที่ดึงดูดใจของประชาชน เช่น ปลดหนึ้เกษตรกร หนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ และ สามสิบบาทรักษาทุกโรค ในการเลือกตั้งทั่วไปครั้งถัดมาในปี พ.ศ. 2544 ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์การพ่ายแพ้ต่อพรรคไทยรักไทย และนายชวน ต้องกลับมาเป็นฝ่ายค้าน

คำยกย่องและคำวิจารณ์

คำยกย่อง

  • ยึดมั่นในหลักการประชาธิปไตย (ประกาศชัดเจนว่าจะยึดมั่นในระบบรัฐสภา) และยึดถือในเรื่องของหลักการเป็นอย่างมาก 
  • เป็นนักการเมืองที่มือสะอาด จนได้รับฉายา Mr. Clean (นายสะอาด) [5] นอกจากนี้ภาพที่พบจากสื่อมักแสดงให้เห็นว่าใช้ชีวิตอย่างสมถะ
  • เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่กล้าประกาศว่า รมต. ว่าการกระทรวงกลาโหม ไม่จำเป็นต้องเป็นทหาร แสดงให้เห็นถึงบุคลิกผู้นำและบริหารปราศจากอำนาจของทหารได้เป็นอย่างดี

คำวิจารณ์

บทบาททางการเมืองภายหลังพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

หลังจากการเลือกตั้ง พ.ศ. 2544 ชวน หลีกภัย กลับมาเป็นผู้นำฝ่ายค้านอีกครั้ง เมื่อ 14 มีนาคม พ.ศ. 2544 และต้องการ ก้าวลงจากตำแหน่ง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งจากการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งหัวหน้าพรรคใน 2 ปีถัดมาเมื่อวันที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2546 นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ได้รับเลือก เป็นหัวหน้าพรรค ทำให้รวมแล้ว ชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค 3 สมัยเป็นเวลาทั้งสิ้น 12 ปี
ในการเลือกตั้งครั้งถัดมาเมื่อปี พ.ศ. 2548 หลังจากที่พรรคประชาธิปัตย์ ไม่สามารถได้รับคะแนนเสียงเพียงพอ ต่อการจัดตั้งรัฐบาล แข่งกับพรรคไทยรักไทย บัญญัติ บรรทัดฐาน ลาออกจากตำแหน่งตัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ชวน หลีกภัย มีบทบาทสำคัญในการผลักดันให้ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เข้ามาดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคแทน
ปัจจุบัน ชวน หลีกภัย ดำรงตำแหน่ง ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์

สิ่งที่ได้ จากการเป็นนายก ของนาย  ที่เด่น ๆ ก็คงจะมีเรื่อง  โฮปเวลล์  สปก. 4-01  และ ปรส.  ที่เป็นชนัก ปักหลังของนายชวน หลีกภัย และพรรคประชาธิปัตย์ ที่ลบอย่างไร ก็ไม่หาย เหมือนเงาที่คอยตามตัว ตกลง  "นักการเมืองที่มือสะอาด หรือ Mr. Clean " หรือไม่ แม้ว่า นายชวนเองจะ แสดงสถานะของความจนให้เห็น แต่ "ลูก" นายชวน ขับรถสปร์ต ราคา ร่วม 10 ล้าน จึงเป็นเรื่องที่น่าคิด

[Continue reading...]

Saturday, June 29, 2013

ชวนกรีดประเทศนี้ไม่ใช่สมบัติของ "ตระกูลชินวัตร"

- 0 comments
        
นายชวน หลีกภัย ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ปราศรัยบนเวทีเดินหน้าผ่าความจริงว่า รัฐบาลนี้ใช้ภาษีประชาชนเเบบไม่ถูกทาง โครงการ2ล้านล้านบาท,โครงการน้ำ3.5เเสนล้านบาทก็ทำเเบบไม่ถูกต้อง ระบบนี้ในการเมืองเเละบ้านเมืองตอนนี้กลับไปสู่ระบบทักษิณเเล้ว การปรับครม.ครั้งนี้ก็ไม่มีอะไร นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ทำตามสิ่งที่รัฐบาลสั่ง รัฐบาลสั่งไม่ให้เปิดเผยก็เปิดเผยข้อมูลไม่ได้ นโยบายจำนำข้าว15000บาทนั้น ตนฟังพ่อค้าข้าวเเล้วเจ็บปวดเพราะมีการซื้อข้าวเขมร5000ลบาทเเต่นำมาจำนำ15000บาทโดยใช้ภาษีประชาชน ฟังเเล้วเจ็บปวด เเละทราบว่าพ่อค้าคนนั้นเมื่อพูดเรื่องนี้เเล้วโดนกรมสรรพการตรวจสอบ เเม้ไม่ผิด เเต่มันคือคุกคาม รัฐบาลนี้สกัดกั้นคนอื่นไม่ให้ขยายตัว หลายคนในพรรคประชาธิปัตย์โดนบางพรรคทาบทามเเละเจรจาเมื่อไม่สำเร็จก็ส่งพระมาทาบทามให้ย้ายพรรค บางคนโดนทาบทามย้ายพรรค50ล้านบาทเมื่อหลายปีก่อน เเต่ส.ส.คนนั้นก็ไม่ไป เเม้จะสอบตกเเต่ต่อมาชาวบ้านก็เลือกกลับมาเพราะศรัทธาอุดมการณ์ทางการเมืองของส.ส.คนนั้นของพรรค ตอนนี้อุดมการณ์เป็นเรื่องไกลตัวไปเเล้ว เเต่ตนขอประชาชนอย่าทิ้งอุดมการณ์ ประเทศนี้ไม่ใช่สมบัติของตระกูลชินวัตรเพียงตระกูลเดียว เเต่เป็นของคนไทยทุกคน เเละประชาชนต้องไม่สยบให้ความชั่วร้าย
[Continue reading...]
 
Copyright © . Yak Ratchaprasong - Posts · Comments
Theme Template by BTDesigner · Powered by Blogger