Showing posts with label ชวน. Show all posts
Showing posts with label ชวน. Show all posts

Monday, October 14, 2013

"ประชาธิปัตย์" ยุคไหนก็มุ่งช่วยคนรวย

- 1 comments
การเข้ามาบริหารหลังเกิดวิกฤติเศษรฐกิจ ของรัฐบาลชวน 2 แทนที่รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาโครงสร้างทางการเงินพร้อมๆกับการแก้ปัญหาโครงสร้างการผลิตหรือการประกอบการโดย ตรง กลับมุ่งแก้ปัญหาที่สถาบันการเงิน ต้องเร่งให้ธนาคารเพิ่มทุนมากๆ เพื่อสำรองความเสียหายก่อน เมื่อธนาคารเพิ่มทุนแล้วก็จะมีความมั่นคง สามารถปล่อยกู้ให้ธุรกิจฟื้นตัวได้

รัฐบาลนายชวน หลีกภัย ได้พยายามผลักดันให้ธนาคารเพิ่มทุน แต่ไม่ประสบผลสำเร็จ จึงออกมาตรการ 14 สิงหาคม 2541 มูลค่า 300,000 ล้านบาท เพิ่มทุนให้สถาบันการเงิน โดยหวังว่าถ้าสถาบันการเงินแข็งแรงขึ้น ธุรกิจอื่นก็จะดีขึ้นตามมา

ปรากฎว่าเป็นความพยายามที่ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่าในการแก้ปัญหาสถาบันการเงิน เหมือนการเอาหินไปถมทะเล ถมเท่าไหร่ก็ไม่รู้จักเต็ม

ทำให้รัฐบาลตัดสินใจเข้าไปยึดกิจการธนาคารและบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์บางส่วน โดยมุ่งนำมาควบรวมขายให้กับต่างชาติในการขายธนาคารพาณิชย์แต่ละครั้งรัฐบาลนายชวน อ้างว่าขายแล้วจะไม่ขาดทุน เพราะตั้งราคาขายเท่ากับราคาที่ยึดมา แต่จนถึงวันนี้รัฐบาลยังไม่ยอมเปิดเผยเงื่อนไขการขายธนาคารที่แท้จริงออกมา และไม่เปิดเผยรายละเอียดของสัญญา แต่ข้อเท็จจริงคือ รัฐบาลยอมชดใช้ความเสียหายจากหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารดังกล่าว (ซึ่งได้แก่ ธนาคารรัตนสิน และธนาคารศรีนคร) ถึง 85% ให้กับผู้ซื้อต่างชาติ นอกจากนั้นยังยอมจ่ายดอกเบี้ยให้กับสินเชื่อที่เป็น NPL ให้กับผู้ซื้อเป็นระยะเวลา 3-5 ปีอีกด้วย
ด้วยเงื่อนไขนี้ การขายธนาคารที่รัฐยึดมาจึงเอื้อประโยชน์ให้กับผู้ซึ่งเป็นนักลงทุนต่างชาติอย่างที่สุด โดยที่ต้องซ่อนการขาดทุนดังกล่าวเอาไว้เป้นภาระของผู้เสียภาษีในอนาคตจำนวนหลายแสนล้านบาท ขณะเดียวกันยังสร้างความไม่เท่าเทียมกันระหว่างธนาคารที่ขายให้ กับธนาคารที่ยังเป็นของคนไทย เพราะธนาคารคนไทยยังคงต้องแบกภาระแก้หนี้ NPL สูงถึง 35-40 % ของสินเชื่อทั้งหมดด้วยตัวเอง
ปฏิบัติการการยึดธนาคารครั้งนี้ สร้างความเสียหายแก่ประเทศอย่างมหาศาล จนถึงวันนี้ได้สร้างภาระให้กับกองทุนฟื้นฟูแล้วประมาณ 1.4 ล้านล้านบาท ซึ่งสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลต้องหาแหล่งเงินมากลบความเสียหายในครั้งนี้
คลิกดูรายละเอียด

ซึ่งในยุคต่อมาของรัฐบาลอภิสทธิ์ การแก้ปัญหาก็คล้าย ๆ กัน คือมุ่งช่วยให้กับคนที่มีงานทำ มีรายได้อยู่แล้ว นั่นคือโครงการเช็คช่วยชาติ (ตรงนี้ยังไม่พูดถึที่มาของเช็ค แทนที่จะเป็นธนาคารของรัฐที่จะมีรายได้จาก เช็คและเรื่องการบริหารบัญชี กลับใช้บริการของธนาคารเอกชน) ก็มุ่งแจกเงิน 2,000 บาทให้กับผู้ที่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมที่มีรายได้ไม่เกิน 14,999 บาทต่อเดือน งานนี้ ใช้เงิน 16,000 ล้านบาท

คนที่มีรายได้ขนาดนี้ ถือว่าไม่มีความเดือดร้อน บอกว่าเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผลปรากฏว่า ก็เป็นการเอาหินไปถมทะเลอีกเช่นกัน

คลิกดูรายละเอียด

หมายเหตุ เงิน 2,000 บาท นำมาจากงบประมาณ ปี 2552 ไม่ใช่มาจากกองทุนประกันสังคมอย่างที่เข้าใจกัน เพียงแต่จ่ายผ่านบัญชีผู้ที่มีประกันสังคม เพื่อที่จะทราบรายได้ จากการจ่ายประกันตน ว่ามีเงินเดือน เท่าไหร่
คลิกดูรายละเอียด
[Continue reading...]

Tuesday, August 6, 2013

วาทะกรรม "พาคนไปตาย"

- 0 comments
เห็น สส.พรรคประชาธิปัตย์ นำขบวนประชาชนเดินทางไปรัญสภา ทำให้นึกถึง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ในปี 2535

สมัยนั้นผู้ที่นำการชุมนุม คือนายจำลอง ศรีเมือง คืนวันที่ 17 พฤษภาคม  2535 ขณะที่มีการเคลื่อนขบวนประชาชนจากสนามหลวงไปยังถนนราชดำเนินกลางเพื่อไปยังหน้าทำเนียบรัฐบาลไปยังทำเนียบรัฐบาล เริ่มเกิดการปะทะกันระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในบางจุด และมีการบุกเผาสถานีตำรวจนครบาลนางเลิ้ง จากนั้นเมื่อเข้าสู่วันที่ 18 พฤษภาคม รัฐบาลได้ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในกรุงเทพมหานครและให้ทหารทำหน้าที่รักษาความสงบ แต่ได้นำไปสู่การปะทะกันกับประชาชน มีการใช้กระสุนจริงยิงใส่ผู้ชุมนุมในบริเวณถนนราชดำเนินจากนั้นจึงเข้าสลายการชุมนุมในเข้ามืดวันเดียวกันนั้น ตามหลักฐานที่ปรากฏมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน

เวลา 15.30 นาฬิกา ของวันที่ 18 พฤษภาคม 2535 ทหารได้ควบคุมตัวพลตรีจำลอง ศรีเมือง จากบริเวณที่ชุมนุมกลางถนนราชดำเนินกลาง และรัฐบาลได้ออกแถลงการณ์หลายฉบับและรายงานข่าวทางโทรทัศน์ของรัฐบาลทุกช่องยืนยันว่าไม่มีการเสียชีวิตของประชาชน แต่การชุมนุมต่อต้านของประชาชนยังไม่สิ้นสุด (จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี)

ที่ยกเหตุการณ์นี้ ไม่ใช่ว่า จะมีเหตุการณ์อะไรที่ร้ายแรง แต่ การใช้มวลชน เป็นเกราะคุ้มกัน เป็นเรื่องที่น่าคิด

และเป้าหมาที่ชัดเจน ถ้าฟังจากการพูดของคนระดับแกนนำ เช่นนายนิพิฏฐ์ จะล้มรัฐบาลให้ได้ แต่ไม่สามารถ บอกวิธีการได้ เพราะถ้าพูด ตำรวจจะจับ  คือต้องการให้เกิดเหตุการวุ่นวายในบ้านเมือง ทั้งในและนอกสภา

นี่คือ วิธีการที่ ประชาธิปัตย์ ต้องการให้เกิด หากมีการกระทบกระทั่งกันระหว่าง มวลชน กับเจ้าหน้าที่ ไปสู่สิ่งที่ประชาธิปัตย์ ต้องการให้เกิดการเปลี่ยนแปลง โดยวิธีพิเศษ

และและเกิดเหตุการณ์เช่นนั้นจริง ๆ ประชาธิปัตย์ จะทำตัวอย่าง พลตรีจำลองหรือไม่ คือให้เด็ก และผู้หญิงเป็นเกราะกำบัง หรือไม่

ถ้าเกิดประชาชนทำผิด กฏหมาย พ.ร.บ. ความมั่นคงจริง ๆ  ประชาธิปัตย์ จะช่วยเหลือประชาชนอย่างไร เมื่อไม่ต้องการ พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตัว สส. รอดเพราะมีเอกสิทธิ์ คุ้มครอง แต่ประชาชนไม่มี ถึงเวลา จะถีบหัวส่ง อย่างที่เคยกระทำอย่าง กลุ่มพันธมิตร

กล่าวโจมตี ว่ารัฐบาลเสนอ พ.ร.บ. นิรโทษ เหมือนว่า จะให้ปรองดอง แต่ทำไมต้องประกาศ พ.ร.บ. ความมั่นคง  และ นายสุเทพ ประกาศว่า ถ้ามีประชาชน เสียชีวิต แม้เพียง 1 คน รัฐบาลต้องรับผิดชอบ ทั้ง ๆ ที่สมัย นายอภิสิทธิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ประกาศใช้ พ.ร.บ.นี้ ถึง 18 ครั้ง ทั้ง ๆ ที่ไม่มีเหตุการอะไรเกิดขึ้น เช่น ที่หัวหิน ภูเก็ต  ในขณะเดียวกัน ถึงขั้นประกาศ พ.ร.บ.ฉุกเฉินในสถานการณ์ร้ายแรง จนมีคนบาดเจ็บล้มตาย แต่ไม่เห็น นายอภิสิทธิ์ และพรรคประชาธิปัตย์ ยืดคออกมารับผิดชอบ ซักคนเดียว

ประชาธิปัตย์ อ้างว่าปัญหา เกิดจาก พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ว่าจะนิรโทษให้กับ พ.ต.ท. ทักษิณ ทั้ง ๆ ที่ดูในเนื้อหา กลับไม่ได้ระบุเช่นนั้น แม้กระทั่ง ผู้เสนอร่าง และแกนนำ พรรคเพื่อไทย ก็ยืนยันชัดเจน ว่าไม่มี นิโทษเพียง ประชาชนที่ร่วม ชุมนุม เท่านั้น

แต่คำถาม คือ เพราะอะไร และเหตุใด ที่ประชาธิปัตย์ ดูเป็นเดือดเป็นแค้น กับการเสนอ พ.ร.บ. ฉบับนี้ ถึงขนาดที่ต้องทุ่มเทสรรพกำลัง กันทั้งพรรค

ถึงขั้นพูดจา สร้างความเท็จ ใส่ร้ายป้ายสี จุดมุ่งหมายก็เพื่อสร้างความชอบธรรม ในการเคลื่อนไหว ของ ตัวเอง พูด กันอย่างหน้าตาเฉย แบบไม่อาย

การเอาชนะ กันโดยไม่เลือกวิธี เป็นสิ่งที่ พรรคประชาธิปัตย์ ใช้มาตลอด

ทำกันจนไม่นึกถึงภาพรวมของประเทศ ว่าจะเป็นอย่างไร

การโหมกระหน่ำสร้างเรื่อง และกล่าวหา โจมตี ฝ่ายรัฐบาล มีผลกระทบต่อเศษรฐกิจโดยรวม เกิด ภาวะเศรษฐกิจชะงักงัน ภาวะเงินฝืด ประชาชนไม่จับจ่ายใช้สอยอย่างที่เคยเป็น

ประชาธิปัตย์ เคยบอกว่า "ประชาชน" ต้องมาก่อน  ก็เป็น วาทะกรรม ดีแต่พูด อีกเช่นเคย

วาทะกรรม "พาคนไปตาย" เป็นคำพูดออกจากพรรคประชาธิปัตย์  กล่าวหา พลตรี จำลองในขณะนั้น

แต่วันนี้ ประชาธิปัตย์ "พาประชาชน" ไปทำอะไร ?

[Continue reading...]

Tuesday, July 23, 2013

ดีเอสไอ เล็งออกหมายจับ "ชวน-15 สส.ปชป."หลังไม่รับข้อกล่าวหา คดีเงินบริจาคพรรค

- 0 comments

"วัชระ" เผยดีเอสไอ เล็งออกหมายจับ ชวน-15 สส.ปชป. หลังไม่รับข้อกล่าวหา คดีเงินบริจาคพรรคยันเป็นข้อกล่าวหาไม่ชอบด้วยกฎหมาย วอน "ศาล" อย่าตกเป็นเครื่องมือ

                    23 ก.ค.56 นายวัชระ เพชรทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนทราบมาว่าขณะนี้ข้าราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) บางคน วางแผนที่จะออกหมายจับนายชวน หลีกภัย ประธานสภาที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วย สส.บัญชีรายชื่อพรรคอีก 15 คน อาทิ นายบัญญัติ บรรทัดฐาน, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ จากการไม่ไปรับทราบข้อกล่าวหา ในคดีบริจาคเงินให้พรรคซึ่งดีเอสไอดำเนินคดีอยู่

                   นายวัชระ กล่าวต่อว่า ทั้งๆ ที่ข้อกล่าหาในคดีนี้เป็นข้อกล่าวหาที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจโดยตรงในเรื่องดังกล่าว ก็ออกมายืนยันแล้วว่า สส.พรรคประชาธิปัตย์ทั้งหมดที่บริจาคเงินให้พรรคไม่มีความผิด ตาม พรบ.พรรคการเมือง แต่ดีเอสไอกลับดำเนินการตาม พรบ.ดีเอสไอ ซึ่งขณะนี้นายบัญญัตติได้ทำหนังสือขอความเป็นธรรมกับ พล.ต.อ.ประชา พรหมนอก รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการคดีพิเศษว่า การรับเป็นคดีพิเศษในคดีบริจาคเงินของประชาธิปัตย์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องมีการทบทวน เห็นควรให้ยุติเรื่อง และล่าสุดนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีดีเอสไอ ก็ได้ยอมรับกับกรรมาธิการงบประมาณปี 2557 แล้วว่า สาเหตุที่ดีเอสไอรับคดีดังกล่าวเป็นคดีพิเศษ เพราะมีฝ่ายการเมืองเข้าไปมีอำนาจในดีเอสไอ

                   นายวัชระ กล่าวต่ออีกว่า ขอความเป็นธรรมกับศาลไว้ล่วงหน้าว่า ให้ระมัดระวังจะตกเป็นเครื่องมือของดีเอสไอ ซึ่งถือว่ามีเจตนาไม่สุจริต การขอศาลออกหมายจับ สส.ทั้ง 16 คนของพรรคประชาธิปัตย์ ไม่มีความจำเป็น เพราะ สส.ทุกคนมีที่อยู่เป็นหลักแหล่ง ไม่ใช่โจรผู้ร้ายที่หลบหนีคดีอาญาแผ่นดิน แต่การขอออกหมายจับนั้น ต้องการใช้หมายจับทำให้ สส.ทั้ง 16 คนถูกคุมขัง ซึ่งจะต้องสิ้นสถานภาพ สส. ตามข้อบังคับพรรคประชาธิปัตย์

                   “สส.พรรคประชาธิปัตย์ทั้ง 16 คน ไม่มีความกังวลในกรณีนี้ และอยากท้าให้ดีเอสไอดำเนินคดีต่อ และตนเชื่อว่าสุดท้ายแล้ว เรื่องนี้จะไปจบที่ศาลอาญา จึงอยากฝากถึง ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน อดีตประธานคณะกรรมการคดีพิเศษ , นายธาริต และกรรมการคดีพิเศษทุกคนว่า สส.พรรคประชาธิปัตย์จะเอาคืนกับพวกท่าน ในข้อหาจงใจละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157,200 และตาม พรบ.พรรคการเมือง   มาตรา 104 ในความผิดสมรู้ร่วมคิดกับนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต สว.กลั่นแกล้ง สส.ให้หมดสภาพความเป็น สส.ซึ่งจะทำให้มีโทษเป็น 2 เท่า” นายวัชระ กล่าว

ที่มา: คมชัดลึก
[Continue reading...]

Sunday, June 30, 2013

ชีวิตที่ต่างกันอย่างกะเศรษฐี กับยาจก ชวน หลีกภัย

- 0 comments
นายชวน ก็คือพระทางการเมือง เป็นหลวงพ่อประจำพรรคประชาธิปัตย์    เป็นเจ้าอาวาสประจำพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้มีคุณธรรมประจำใจ  สั่งสอนให้ลูกพรรค ใช้ชีวิตเรียบง่าย สมถะ



วัชระ  เพชรทอง  สส.หน้าใหม่พรรคประชาธิปัตย์ บรรยายสรรพคุณนายชวน  หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์     เอาไว้ว่า  หากหลวงพ่อทวด วัดช้างให้ คือ เกจิอาจารย์ที่คนปักษ์ใต้นับถือเป็นอันดับหนึ่ง นายชวน ก็คือพระทางการเมือง เป็นหลวงพ่อประจำพรรคประชาธิปัตย์    เป็นเจ้าอาวาสประจำพรรคประชาธิปัตย์ เป็นผู้มีคุณธรรมประจำใจ  สั่งสอนให้ลูกพรรค ใช้ชีวิตเรียบง่าย สมถะ

วัชระ เพชรทอง ยังยกย่องความซื่อสัตย์ของนายชวนว่า ยากที่จะหานักการเมืองคนใดในประเทศไทยมาเปรียบปานได้อีกแล้ว พร้อมกับเชิดชูให้นายชวน หลีกภัยกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้ง

นายชวน หลีกภัย  พยายามที่จะสร้างภาพพจน์ของตนเองให้เป็นนักการเมืองมีชีวิตสมถะ เรียบง่าย มีทรัพย์สินน้อยมากในบรรดาผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาก่อน เมื่อคราวที่มีการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง23ธันวาคม 2552  ในวันที่ 6 ธันวาคม 2550 นายชวน หลีกภัยใช้รถจี๊ปหมายเลขทะเบียน น-1723 ตรัง  ออกจากลานพระแม่ธรณีบีบมวยผมจากพรรคประชาธิปัตย์ ถนนเศรษฐศิริ  มุ่งหน้าไปยัง จ.ตรัง ด้วยระยะทางกว่า 1500 กิโลเมตร เป็นการสื่อความหมายถึงชีวิตที่เรียบง่าย สมถะ

รถจี๊ปคันดังกล่าวหากตีราคาแล้วกันในหมู่คนเล่นรถรุ่นเก่าจะอยู่ที่ราคา ประมาณ 40,000.00-70,000.00บาท แต่สำหรับคันที่นายชวนนำมาขับใช้การรณรงค์หาเสียงได้รับการซ่อมแซมใหม่หมด ทั้งคันโดยอดีตคณะนายทหารฝ่ายเสนาธิการประจำนายกรัฐมนตรี ในสมัยรัฐบาลชวน 2 เมื่อครั้งนั่งควบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ซึ่งใช้งบประมาณกว่า 2 แสนบาท หากรวมราคาในฐานะที่เป็นรถเก่าแต่ได้มีการปรับปรุงให้มีสมรรถนะวิ่งทางไกล ได้เป็นอย่างดีแล้วรถจี๊ปคันนี้นี้ราคาจะพุ่งไปถึงล้านบาททีเดียว

แต่มูลค่าของรถจี๊ปที่นำมาปรับแต่งให้สามารถวิ่งได้ในระยะทางไกลได้นั้น ไม่สำคัญเท่ากับได้สร้างมูลค่ามหาศาลทางการเมืองในการสื่อความหมายสร้างภาพ ลักษณ์ของนายชวนและพรรคประชาธิปัตย์ว่าเป็นนักการเมืองสมถะในช่วงโค้งสุด ท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 23 ธันวาคม 2550

ภาพพจน์ของนายชวน หลีกภัย ที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายนี้ เป็นคนสมถะอย่างน่าทึ่งเมื่อแจ้งรายการทรัพย์สินปรากฏว่า มีทรัพย์สินเป็นเงินฝากและทรัพย์สินรวมกันแล้วเปเงินเพียงแค่3,369,335.57 ล้านบาท(สามล้านสามแสนกว่าบาท) สิ่งที่น่าแปลกใจเป็นอย่างมากก็คือ ในรายการทรัพย์สินที่แจ้งต่อปปช.นั้นไม่มีการแจ้งทรัพย์สินที่เป็นรถจี๊ปคู่ ใจของนายชวน หลีกภัย ซึ่งเป็นทรัพย์สินอยู่ในการครอบครองของนายชวน หลีกภัย

ไม่ใช่เพียงแค่ประเด็นของการแจ้งทรัพย์สินไม่ครบถ้วนเท่านั้น แต่ทว่าเมื่อเร็วๆนี้บุตรชายหัวแก้ว หัวแหวน  “ สุรบท  หลีกภัย” ของนายชวน หลีกภัย ซึ่งขณะนี้เติบใหญ่ในวันหนุ่มแตกพาน  รูปร่างหล่อล่ำ  กับทรงผมเกาหลีที่กำลังอินเทรนด์ ด้วยราคาออกแบบหลายพันบาทในแต่ละครั้ง ส่วน สูง 170 เซนติเมตร ในวัย 21 ปี ปัจุจบันศึกษาอยู่ชั้นปีที่ 3 คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง

สุรบถ หลีกภัยอาศัยอยู่กับภักดิพร สุจริตกุล ผู้เป็นมารดาโดยไม่ได้ประกอบอาชีพ โดยการเลี้ยงดูของนายชวน หลีกภัย อยู่ที่บ้านส่วนตัวตากอากาศ อ.พร้าว จ.เชียงใหม่

สุรบถ หลีกภัย ได้ทำให้สังคมต้องตะลึงไปกับความเป็นมหาเศรษฐีของบุตรชายนายชวน หลีกภัยเพราะภาพพจน์ของบุตรชายคนนี้แตกต่างไปจากพ่อบังเกิดเกล้าของเขา จากหน้ามือซ้ายเป็นหลังตีนขวา เมื่อบุตรชายนักการเมืองชีวิตสมถะคนนี้ ได้ขับรถสป๊อตสี่ขาวยี่ห้อ  BMW Z 4          หมายเลขทะเบียน สส.87  ราคาร่วมสิบล้านบาท ออกปรากฏกายและอวดทรัพย์สินรถสป๊อตคันงามนี้ ประชันความร่ำรวยในแวดวงดาราวัยรุ่นที่ต้องแสดงตนเป็นลูกชายมหาเศรษฐีใหญ่ ของเมืองไทยเท่านั้น  ถึงจะได้มีโอกาสครอบครองหัวใจของดาราวัยรุ่นสุดสวยเซ็กซี่สบึมของเมืองไทย

สุรบถ หลีกภัย  กลายเป็นข่าวในแวดวงไฮโซและข่าวบันเทิงเมื่อได้มีโอกาสเคียงข้างกระชับกาย แนบแน่นคู่กับ  “ม.ร.ว.แม้นนฤมาศ ยุคล” หรือ “หญิงแม้น”…ผู้มาดมั่นและขยันตกเป็นข่าวกะหนุ่มๆ คนชั้นสูงมากมายในวัยแค่ 19 ปี “หญิงแม้น” ผ่านประสบการณ์ชีวิต ที่ต้องตกเป็นข่าวกับบุตรชายของนายชวน หลีกภัยผู้มีชีวิตสมถะ เรียบง่ายเป็นนักการเมืองที่ยากจนขวัญใจของคนปักษ์ใต้

หญิงแม้น เปิดเผยให้สื่อมวลชนรับทราบถึงความสัมพันธ์กับ ปลื้ม  หรือ สุรบถ หลีกภัยเมื่อวันที่ 26 กันยายน52ในวันที่เธอได้รับของขวัญล้ำค่า  ที่ไม่สามารถบอกราคาของขวัญหรูหราชิ้นนี้ได้ จากมือของสุรบท หลีกภัยโดยตรง   เมื่อหญิงแม้น มาร่วมงานเปิดค่ายเพลง “IMUSIC” ซึ่งเจ้าตัวเป็นหนึ่งศิลปินในค่ายนี้

การใช้ชีวิตวัยรุ่นคนชั้นสูงที่ต้องการคบหาสมาคมควงคู่กับวัยรุ่นดารายอดนิยมเป็นที่รับทราบกันว่านอก จากจะต้องมีรถสป๊อตคันงาม ราคาหลายล้านบาท เป็นพาหนะหรูหราแล้ว ยังต้องมีคฤหาสน์หลังใหญ่ มีเงินถังที่หยิบออกจากระเป๋าออกมาใช้เป็นฟ่อนๆ เป็นปึ๊กๆ แน่นหนา  ออกมาอวดความรวยเป็นเศรษฐีเงินล้านให้ดาราสาววัย รุ่นสาวสวยเซ็กซี่ต้องกรี๊ดกร๊าดกระตู้วู้และพร้อมที่จะเดินเคียงข้างด้วย ความมั่นใจ เหมือนในแวดวงของวัยรุ่นที่มักจะพูดคุยหยอกล้อกันชนิดที่เรียกว่า “เคียงข้างกันไม่หวาดหวั่นแม้วันมามาก”

หญิงแม้นกับชายปลื้มทั้งสองคนยังได้ออกมาเคียงคู่ประชันความร่ำรวยในงาน เปิดตัวนาฬิกาทอยวอทช์คอลเลคชั่น ที่ทอยวอทช์ นาฬิกาแฟชั่น ที่รู้กันว่าราคาเรือนหนึ่งนั้นอยู่ในระดับตั้งแต่  50,000.00-1,000,000.00 บาท ที่เซ็นทรัลเวิล์ด ในวันที่ 23 กรกฎาคมที่ผ่านมา

แต่สุรบถ ไม่ใช่วัยรุ่นที่มีรถสป๊อตมูลค่าร่วมสิบล้านบาทตระเวนออกไปโชว์  ไปอวดๆ ใช้ชีวิตหรูหราราคาแพงโฉบเฉี่ยวในแวดวงดาราวัยรุ่นและคนชั้นสูง แต่  สุรบถ  เป็นที่รับทราบกันอย่างดีในฐานะที่เป็นบุตรชาย หัวแก้วหัวแหวนของนายชวน หลีกภัย ประธานที่ปรึกษาพรรคประชาธิปัตย์ผู้ที่แจ้งรายการทรัพย์สินที่จัดได้ว่าเป็น นักการเมืองผู้ยากจนข้นแค้นคนหนึ่งของเมืองไทย ทำให้สุรบถ  มหาเศรษฐีวัยรุ่นรูปงามบุตรชายอดีตนายกรัฐมนตรีของเมืองไทย  ถูกจับตามองเป็นพิเศษและเป็นที่หมายปองของดาราสาวสุดสวย มีเสน่ห์  และเซ็กซี่สุดฮ๊อตของเมืองไทย

รถสปอร์ตคันนี้ แน่นอนคนอย่างนายชวนคงไม่ยอมตกหลุมด้วยการใส่ชื่อตัวเองหรือลูกชายเป็นเจ้า ของระ ส่วนชื่อเป็นของนอมินีหรือไม่ ไม่สำคัญเท่าผู้ครอบครองที่เป็นวัยรุ่นหะหรูหะหราอย่างสุรบทเอาเงินมาจากไหน เพื่อการจับจ่ายใช้สอยในแวดวงคนหรูหราฟุ่มเฟือยได้  ทั้งๆที่สุรบถ ยังไม่ได้เป็นเจ้าของกิจการเงินล้าน ส่วนพ่อของเขานายชวน หลีกภัย ก็มีทรัพย์สินน้อยมาก แม้แต่รถที่ใช้ยังเป็นรถจี๊ปโบราณอีกด้วย  อีกทั้ง สุรบถ หลีกภัย ไม่ใช่แค่ควงคู่ข้างกายกับ หญิงแม้น คนเดียว เท่านั้น เขายังปรากฏเป็นข่าวให้ผู้คนในแวดวงบันเทิงและในหมู่วัยรุ่นคนชั้นสูงต้อง เกิดความอิจฉา เหลียวมอง สุรบถเคียงคู่วัยรุ่นสาวจนน้ำลายไหลออกมาเมื่อเขาสามารถเคียงข้างกายกับ นักแสดงสาวหน้าใหม่ พลอย-พงษ์รตี เจริญ ออกงานด้วยกัน ซึ่งทั้งคู่ก็เปิดใจว่าเพิ่งจะรู้จักกันได้ไม่นาน แต่มีความสัมพันธ์มากกว่าคำว่าเพื่อน

พลอย เปิดเผยเมื่อวันที่ 17 กันยายน 52 ว่า “พี่ปลื้มเป็นคนน่ารักมาก  เพิ่งรู้จักได้สักพักเอง พี่เขาก็เป็นคนดีเหมือนคุณพ่อของเขา  เขาเป็นคนที่ดูแลผู้หญิงดีมาก ตอนนี้สนิทกับเขามากที่สุด  ก็คุยกันอยู่บ่อยครั้งเสมอ   ”

การใช้ชีวิตแบบหรูหรา เป็นมหาเศรษฐีที่เดินเคียงข้างกายดาราสาวยอดนิยมแบบไม่ซ้ำหน้าของสุรบถ ในวัยนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกหรือเป็นเรื่องผิดแต่อย่างใด สำหรับคนมีเงินถุง เงินถัง มีทรัพย์สินสุดยอดราคาแพง  แต่ด้วยการใช้ชีวิตหรูหรา ฟุ่มเฟือย ร่ำรวย มั่งคั่ง ของสุรบถ ได้ลบล้างภาพพจน์พ่อของเขาที่เป็นนักการเมืองสมถะ เรียบง่าย ซึ่งสังคมเชื่อกันว่าเขาเป็นนักการเมืองมือสะอาด ปราศจากการคดโกง  ด้วยการแสดงบัญชีทรัพย์สินมีไม่ถึง 5 ล้านบาท  และใช้ชีวิตสมถะ ใช้รถหาเสียงด้วยรถจี๊ปโบราณ

ภาพลักษณ์ผู้นำการเมือง ในฐานะเจ้าอาวาส พรรคประชาธิปัตย์กำลังเจือจางหายไปด้วยความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้เหมือนกับ เจ้าอาวาส ผู้ทรงศีล ตามวัดวาอารามที่พร่ำสอนญาติโยมตอนกลางวันให้ละเว้นจากการเสพสุขทางกามแต่ ทว่าพอตกกลางคืนเจ้าอาวาสเหล่านี้แสดงตนเป็นอลัชชีเที่ยวไล่ปล้ำเสพเมถุน หรือมีเพศสัมพันธ์เสียวสุดยอดไปกับสาวสาวกผู้บำเพ็ญศีลตามคำสอนของเจ้าอาวาส องค์นั้น

ถ้าวารสารทางสังคมเกี่ยวกับสุรบทยังเป็นเช่นนี้ ท่ามกลางความเงียบของนายชวน ประชาชนก็ไม่อาจเข้าใจเป็นอย่างอื่นได้ สังคมไทยคงต้องศึกษาภาวะคุณธรรมซ่อนเร้นในหมู่ชนชั้นนำอีกหลายคนเพื่อจะได้ หูตาสว่าง
[Continue reading...]
 
Copyright © . Yak Ratchaprasong - Posts · Comments
Theme Template by BTDesigner · Powered by Blogger